หมวดหมู่: ประวัติศาสตร์

การสำรวจปราสาทหลังที่2ของพระศิวะ

รูปสลักนี้มันใหญ่โตและมีความหน้าทึ่งขนาดไหนในสายตาของคนที่เดินเข้าปราสาทมันได้ต่างจากรูปสลักเทพสตรีสองรูปที่มีขนาดเท่ากับมนุษย์แต่เทพองค์กลางจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าสองเท่ารูปสลักในท่าใหญ่มหึมามันเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในทางโบราณคดีของขอมโบราณนั้นเองเมื่อได้มีการประกอบเสร็จมันจึงกลายเป็นรูปที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองพระนคร

สำหรับรูปปั้นนั้นมีความสูงประมาณ5.6เมตรมี10กลอนและ5เศรียอาจจะทาด้วยสีแดงอาจทำให้น่าประทับใจมากขึ้นไปอีกในปราสาทรอบพระศิวะมีพระแม่อุมาชายาผู้ใจดีและมือกลองอีกสองคนและพระแม่กาลีชายาผู้โหดร้ายถือกระโหลกและขามนุษย์ปราสาททางเข้าสู่เทวาลัยนี้เป็นทางผ่านไปสู่ชีวิตหลังความตายจากนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อได้เดินผ่าประตูนี้ไปและคราวนี้นักประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีจะศึกษาปราสาทหลังต่อไปที่จะก้าวผ่าไปสู่เทวาลัยตรงกลางได้พวกทีมงานก็ได้เก็บชิ้นส่วนรูปสลัก8รูปที่เคยได้ตั้งอยู่ที่นั่นไปแล้วจากนั้นพวกเขาก็จะค้นหาว่ารูปสลักเหล่านี้เป็นใครบ้างเพื่อที่จะทำความเข้าใจรูปสลักที่นั่นได้ถูกปล้นไปหมดพวกเขาไปถูกทุบแตกเพื่อที่จะได้ขนมันออกไปได้ส่วนของฐานนั้นล้มพังทั้งหมดและมีเพียงเศษรูปสลักที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงเท่านั้นนักโบราณคดีได้คุ้นเคยกับรูปสลัก4รูปจากทั้งหมด8รูปและที่พิพิธภัณฑ์กรุงพนมเปญมีการแสดงส่วนลำตัวคนค่อมจากปราสาทและมีเศรียแกะสลักอีกสองเศียร

แต่ตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสว่าพวกเขานั้นเป็นใครปราสาทหลังที่2นี้

มันยังคงเป็นปริศนาอยู่และมันก็จะยังคงเป็นปริศนาไปตลอดกาลและมีท่านหนึ่งที่เป็นนักสำรวจไม่ได้ไปที่เกาะแกและวาดรูปแกะสลักก่อนที่มันจะหายไปซึ่งมีภาพวาดของนักโบราณคดีท่านหนึ่งที่น่าสนใจมากซึ่งมันก็อาจจะดูยากหน่อยแต่ก็มันทำให้เราเห็นภาพของสถานที่นี้ตอนที่เขานั้นได้ค้นพบมาเมื่อปี่1885รูปสลักนี้ยังอยู่หลังจากที่ได้มีการขุดค้นทีละชั้นและของทุกอย่างก็ยังอยู่ที่เดิมไม่มีอะไรล้มและมีแค่เศรียที่มันยังหายไปบ้างและมีรูปสลักรูปหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามเป็นรูปสลักที่ไร้เศียรขี่สัตว์จนมาถึงตอนนี้นักโบราณคดีเชื่อว่าสัตว์นี้เป็นวัวพาหนะพระศิวะและเอริคก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่ใช่ระหว่างที่ขุดค้นเขาก็ได้พบกับชิ้นส่วนที่นำมาต่อกับหัวสัตว์ทันทีซึ่งได้นำเอามาต่อกันแล้วปรากฏว่ามันไม่ใช่วัวแต่มันเป็นเขากระบือ