รด.สยองขวัญที่จังหวัดศรีสะเกษ

รด.สยองขวัญที่จังหวัดศรีสะเกษ

เรื่องเล่าใน ค่าย รด. สยองขวัญจังหวัดศรีสะเกษหลังจากที่ได้ขึ้นเรือนนอนด้วยความโหวกเหวกโวยวายกันกว่าจะนอนก็เลยถูกครูฝึกเรียนลงมาจากอาคารทั้งหมดในสภาพชุดครึ่งท่อนกางเกง รด. กับเสื้อตัวในทั้งกลิ้งทั้งคานทั้งตีลังกาเล่นเอาสะเพลียกันไปยกใหญ่เลยหลังจากที่ได้ขึ้นนอนก็จะมีคนเฝ้าเวรในแต่ละจุดแล้วก็มีการเปลี่ยนเวรกันไปเรื่อยๆในแต่ละผัด

ซึ่งจะมีคนมาเปลี่ยนเวรในแต่ละผัดแล้วก็จะต้องรายงานเวรต้องผู้ตรวจด้วยผมวิชาทหารเป็นเวรโรงนอนผัดที่สองตั้งแต่เวลา19.00นาฬิกาถึง21.00นาฬิกาในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เหตุการปกติดีคับด้วยความเพลียผมก็หลับไปตอนไหนไม่รู้มารู้ตัวอีกทีก็เดินออกมาจากที่ห้องคนเดียวแล้วเดินไปหน้าห้องหยิบเอารองเท้าทั้งสองข้างเดินไปตามทางเดินอาคารชั้นสามแล้วก็เดินสวนกับเพื่อที่พึ่งผัดเวรไปเข้านอน

นอกจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนถามว่าไปไหนแต่ว่าผมไม่สามารถตอบได้แล้วก็ยังเดินต่อไปพอสุดทางเดินก็เดินกลับมาวางรองเท้าเอาไว้ที่หน้าห้องแล้วก็กลับไปนอนที่เดิมตอนเช้าเพื่อนก็ถามว่าเมื่อคืนไปไหนถามอะไรก็ไม่ตอบไม่รู้แต่ก็ได้ยินอยู่ว่าถามอะไรมันเหมือนรู้สึกตัวแต่ว่ามันตอบไม่ได้ผมตอบเพื่อนไปแบบงงเหมือนกันแล้วหลังจากคืนนั้นก็ไม่มีอะไร

จากนั้นมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้แล้วว่าการเข้ามาค่ายมันทำให้เราได้รู้จักเพื่อนเก่าของพวกเรามากขึ้นแล้วก็ได้เพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

โดยเฉพาะเพื่อนที่อยู่โรงเรียนนี้ที่เป็นเจ้าบ้านและด้วยความที่ว่าเป็นเจ้าบ้านก็เลยมีประวัติของโรงเรียนมาเล่าให้ฟังอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในโรงเรียนเช่นผู้หญิงชุดไทยที่สนามเปตองห้องดนตรีที่บางวันจะได้ยินเสียงดนตรีเล่นเองบ่อน้ำข้างโรงเรียนที่มีเด็กตกน้ำตายทุกๆปีเป็นต้น

ซึ่งเรื่องเล่าพวกนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านเจ้าบ้านที่ชื่ออะไรไม่รู้เราจำไม่ได้แต่จำลักษณะได้ว่าเป็นคนตัวสูงตัวผอมแต่หัวใหญ่หน่อยพวกเราเลยเรียกเขาว่าหัวโตซึ่งนั่นแหละมันคือชื่อที่ผมจำได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ทุกครั้งของการเข้าห้องน้ำห้องส้วมครูฝึกมักจะบอกเอาไว้เสมอว่าให้ไปเป็นคู่ห้ามไปคนเดียวโดยเด็ดขาดเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้มีคนรู้

ซึ่งมันได้เหมือนกับเหตุการณ์นี้เดี่ยวได้เกิดปวดท้องขึ้นมาในเวลาตีสี่ก็เลยเรียกคู่อย่างบอลที่กำลังหลับสบายอยู๋ลงไปเข้าห้องน้ำด้วยกันในขณะที่ลากลงไปบอลก็ยังไปแบบหลับๆตื่นๆพอถึงห้องน้ำเดี่ยวก็รีบเข้าห้องน้ำเลยจากนั้นก็มีเสียงมาหอนมาเรื่อยเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนผ่านพวกมันเดี่ยวก็เลยวิ่งออกมาก็ไม่เจอบอลแล้วก็เลยวิ่งไปนอน

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

เรื่องราวของผีกระสือ

ซึ่งเราได้เกิดความสงสัยว่าตามหลักความเชื่อของชาวบ้านเกี่ยวกับกระสือมันเป็นพวกผีในรูปแบบลักษณะไหนกันแน่ปรากฏว่าเราก็ได้ข้อมูลในส่วนนี้มานั่นก็คือ 

โดยส่วนใหญ่แล้วเขาเชื่อกันว่ากระสือมันคือภูตผีวิญญาณชนิดหนึ่งที่ได้มีวิบากกรรมที่หนักมากเพราะในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ชอบโกงคนอื่นมีความอยากได้ทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตัวเองคนเหล่านี้

เมื่อได้เสียชีวิตไปแล้วเขาก็จะมีความชอบกันว่าคนเหล่านั้นก็จะต้องไปชดใช้กรรมในรูปแบบของการไปเกิดเป็นเปรตก่อนในช่วงแรกและหลังจากที่ได้ชดใช้กรรมไปได้ช่วงหนึ่งแล้วถ้าหากหมดเวรหมดกรรมก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์แต่ถ้ายังไม่หมดเวรหมดกรรมคนเหล่านั้นก็จะต้องไปชดใช้กรรมต่อในรูปแบบของผีกระสือที่จะต้องมากินของเน่าของเสียนั่นเอง

ซึ่งตรงจุดนี้มันก็ยังได้มีอีกความเชื่อหนึ่งที่เกี่ยวกับกระสือนั่นก็คือจริงๆแล้วกระสือมันคือวิชามนต์ดําของขลังชนิดหนึ่งที่ว่ากันว่าบางคนได้ใช้วิชามนต์ดำของขลังจนมากเกินไปแล้วได้ทำให้วิชาเหล่านั้นได้กลับย้อนเข้ามาหาตัวเองจนทำให้ตัวเองนั้นได้เป็นปีกระสือในที่สุดนั่นเอง

โดยในข้อมูลตรงนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจมากเพราะจากที่เราได้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อเรื่องพวกมนต์ไสยมนต์ดำมาปรากฏว่ามันได้มีวิชาของผีกระสืออยู่จริงๆด้วยและตรงนี้มันก็ได้มีประวัติค้นพบเจอที่กี่ยวกับผีกระสืออยู่เยอะมากมาย

นอกจากนี้จากหลักฐานที่เราได้ทำการรวบรวมมาหลักๆมันจะมีอยู่สองหลักฐานด้วยกันนั่นก็คือเรื่องของหลักฐานในรูปแบบของการบอกเล่ากับหลักฐานได้รูปแบบของภาพหรือวีดีโอนั่นเอง

โดยตรงจุดนี้เราขอแยกเป็นสองอย่างก่อนถ้าหากว่ามันเป็นหลักฐานในรูปแบบของเรื่องเล่าจะสามารถหาอ่านหรือสอบถามกับคนที่อยู่ต่างจังหวัดได้แล้วเราก็ได้ไปหาอ่านจากคนที่เราได้แชร์ประสบการณ์ว่าแต่ละคนนั้นได้ไปเจอในรูปแบบไหนมาบ้างฃ

ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่จะเจอมาในรูปแบบลักษณะคล้ายและใกล้เคียงกันหมดเลยในตอนแรกเราได้คิดในใจว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องที่ได้ทำการแต่งขึ้นมาก็เป็นได้แต่เราได้นึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนเราที่เคยอยู่ต่างจังหวัดและเคยเป็นคนที่เจอผีกระสือมาก่อน

จากนั้นเราก็เลยไปสอบถามกับเพื่อนคนนี้ว่าจริงๆแล้วเขานั้นได้ไปพบเจอผีกระสือมาจริงๆหรือไม่เพื่อนเราคนนี้เขาได้ยืนยันกับตัวเองเลยว่าเขาได้เจอผีกระสือมาจริงๆ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

ตำนานตั๋งโต๊ะกับลิโป้

สำหรับ ลิโป้ ตอนเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่โด่งเด่นเป็นอย่างยิ่งเลยก็ตอนที่ ลิโป้ นั้นได้เข้ามาทำงานกับ เต๊งหงวน ที่เป็นเจ้าเมืองของ เต็งจิ๋ว คือต้องบอกแบบนี้ว่า เต๊งหงวน รัก ลิโป้ มากแล้วก็เป็นพ่อบุญธรรมของ ลิโป้ด้วยแต่ว่าเมืองที่ เต๊งหงวน อยู่ชื่อเมืองเต็งจิ๋งเป็นเมืองเล็กๆไม่ใหญ่มากแล้วก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมาย

ซึ่งก็ทำให้ ลิโป้ ที่เป็นลูกน้องแล้วก็ลูกบุญธรรมของเจ้าเมืองก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากนักแต่ว่าชื่อเสียงของ ลิโป้ เป็นที่รู้จักกันมากก็ตอนที่ ลิโป้ นั้นทำหน้าที่พิทักษ์รักษา เต็งหงวน จากการที่ ตั๋งโต๊ะ จะพยายามเข้าไปทำร้าย เต็งหงวน คราวเมื่อ เต๊งหงวนได้ไปขัดขวางในการกระทำครั้งใหญ่ของ ตั๋งโต๊ะ ที่จะทำการปลด จักรพรรดิ ฮั่นเซ่าตี้ ออกจากการเป็นฮ่องเต้

นอกจากนี้ ตั๋งโต๊ะ ก็ได้มีความประสงค์ที่จะตั้ง ตันลิวอ๋อง หองจูเหียบ ที่เป็นพระอนุชาของอค์จักรพรรดิฮั่นเซ่าตี้ให้ได้ขึ้นมาครองราชย์แทนและด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการประกาศศักดาให้มองเห็นว่าใครเป็นคนที่ใหญ่จริงใครเป็นคนที่มีอำนาจถึงขนาดที่เรียกได้ว่าปลดฮ่องเต้เลยก็ว่าได้

แต่อย่างไรก็ตามหลังจาก ตั๋งโต๊ะ ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินก็มองเห็นว่าในการประสงค์ที่จะตั้งฮ่องเต้ด้วยตนเองมีเพียง ลิโป้ ที่เป็นลูกบุญธรรมของเต๊งงวนเท่านั้นที่จะเป็นคนที่ขัดขวางตัวเองจากเป้าหมายที่ตัวเองได้วางเอาไว้ได้

ดังนั้น ตั๋งโต๊ะ จึงได้ทำการวางแผนกับบรรดาที่ปรึกษาแล้วก็ทหารฝ่ายของตัวเองว่าจะทำยังไงดีที่จะกำจัดลิโป้ให้พ้นทางให้จงได้เพราะว่าลิโป้แข็งแกร่งมากจริงๆแล้วถือได้ว่าเป็นเครื่องกีดขวางสำคัญต่อการก้าวต่อไปในชีวิตของ ตั๋งโต๊ะในการเจริญก้าวหน้าแล้วก็ในชีวิตการทำงาน

เนื่องจากนี้ตั๋งโต๊ะก็ได้ทำการส่ง ลิซก ที่เป็นคนบ้านเดียวกันกับ ลิโป้ ให้เข้าไปทำการเจรจา ลิโป้ รวมถึงมีการติดสินบน ลิโป้ และ ม้าเซ็กเธาว์ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสินบนที่ ตั๋งโต๊ะ ได้ฝากให้ ลิซก ไปเจรจาด้วย

นอกจากนี้การที่ ลิซก ไปเจรจาเพื่อที่จะให้ ลิโป้ นั้นย้ายพวกย้ายข้างก็ถือว่าเป็นการสกัดไม่ให้ ลิโป้ นั้นเข้ามาช่วยเหลือ เต๊งหงวน อีกต่างหากแล้วแถม ลิโป้ จะย้ายข้างก็เพิ่มความแข็งแกร่งทำให้งานของ ตั๋งโต๊ะ มีความง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 

สิ่งที่กุนซืออย่าง ลิยู รวมถึงทหารอย่าง ลิซก ได้ให้คำปรึกษาก็เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวแล้วก็ได้นกถึงสองตัวกันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  betbb

ยุคเรอเนซองส์ถูกคิดขึ้นมาโดยนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ซึ่งเรื่องราวของเรอเนซองส์โดยไม่พูดถึงยุคกลางก็คงไม่ได้เช่นเดียวกันกับที่เราจะไม่ไม่มีวันเข้าใจความหมายกว้างๆของเรอเนซองส์ 

โดยที่ไม่ได้พูดถึงยุคคลาสสิคที่ฝรั่งเรียกว่าClassical Antiquityหรือยุคกรีกโรมันนั่นเองเอาแบบให้ได้เห็นภาพเร็วกันก่อนคือ “กรีกโรมัน ยุคกลาง  เรอเนซองส์ “ คำว่าเรอเนซองส์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่าการเกิดใหม่ ยุคเรอเนซองส์ก็เหมือนยุคแห่งการเกิดใหม่นั่นเองคนที่เราได้เรียกว่ายุคเรอเนซองส์นั้นเค้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ในยุคเรอเนซองส์

เพราะว่าการตั้งชื่อยุค หรือ การสร้าง timelineของประวัติศาสตร์นี่ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ตีความและให้ชื่อกันในภายหลังทั้งนั้น

คำว่ายุคเรอเนซองส์นี่ก็เช่นกันเป็นคำที่ถูกคิดขึ้นมาโดยนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสเมื่อปี1858หรือราวๆ400กว่าปีให้หลังในภาษาไทยเราแปลคำว่ายุคเรเนซองส์ว่ายุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือว่าถ้าแปลตรงๆจากฝรั่งก็คือยุคเกิดใหม่ทางศิลปะวิทยาการเกิดใหม่จากอะไรก็คือเกิดจากยุคกลางที่เขาได้ถือกันว่าเป็นยุคถดถอยทางความรู้ เป็นยุคมือ เป็นยุคล้าหลัง อะไรทำนองนี้  

การเกิดใหม่นั้นคือการกลับไปตามหาความรุ่งเรืองทางสติปัญญาและองค์ความรู้ที่มนุษย์เคยมีในยุคกรีกโรมันนั่นถ้าให้เห็นภาพคือ ยุคกรีกโคมัมน รุ่งเรืองมากเสร็จแล้วก็ได้เข้าสู่ยุคกลางหรือยุคมืดจากนั้นผ่านยุคมืดไปจนได้จากนั้นก็ได้เข้าสู่ในยุคของเรอเนซองส์อันอลังการงานสร้างนี่แหละ

ซึ่งจริงๆแล้วในการแบ่งก็ไม่ค่อยจะแฟร์กับยุคกลางซักเท่าไหร่เพราะว่ายุคกลางที่เค้าเรียกกว่า The Middle Ages คือกินเวลาเป็นพันปีคือปีสี่ร้อยปลายๆจนถึงพันสี่ร้อยในเวลาพันปีนี่จะบอกว่าห่วยตลอดทั้งพันปีก็เป็นไปได้ยากใช่ไหมและทั้งหมดนี่จะต้องย้ำว่าคือประวัติศาสตร์ยุโรปเราต้องไม่ลืมว่ายุโรปก็เป็นเพียงส่วนเดียวของโลกนี้

ส่วนอื่นๆของโลกก็ไม่ได้อยู่ในยุคกลางหรือว่ายุคมืดเขาก็ได้มีประวัติศาสตร์กันไปดลกของอิสลามในช่วงยุคกลางในยุโรปนั้นได้มีความเจริญรุ่งเรืองมากความรู้ด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ล้ำหน้ากว่ายุโรปไปหลายขุมมากเลยในทางอายธรรมความเป็นอยู่ในโลกของอิสลามต้องเรียกว่าแอดวานซ์มากมากกว่ายุโรปกับฟ้าเหว

ซึ่งในขณะที่เมืองในยุโรปยังใช้แม่น้ำเป็นส้วมกันอยู่หลายเมืองงในโลกอิสลามมีน้ำประปาและก็ไฟถนนมีแม้กระทั่งบิวตี้ซาลอนและก็มีน้ำยาดับกลิ่นปากกลิ่นเต่าอะไรแบบนี้เรียกได้ว่าความเป็นอยู่ในยุโรปเขาอยู่กันไปได้อย่างไง

Caravaggio

มีจิตรกรผู้โด่งดังคนหนึ่งในช่วงปี 1952 โดยชื่อของเขานั้นก็คือ Caravaggio เขานั้นได้มีการเดินทางมายังกรุงโรมประเทศอิตาลี เพื่อเข้ามาสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา และชีวิตใหม่ที่คาดหวังของเขานั้นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังและราบรื่นสักเท่าไหร่นักโดยในช่วงชีวิตของเขานั้นก็ได้มีการเผชิญกับโรคเจ็บป่วยเพราะระหว่างการเดินทางนั่นเองเขาได้ประสบกับอาการป่วยอย่างหนักและทำให้เขาต้องหยุดเดินทางเพื่อรักษาตัว

และอาศัยอยู่ที่ซานตามาเรีย เป็นระยะเวลานานถึง6เดือนเลยทีเดียว และหลังจากที่เขานั้นมีการพักรักษาตัวเขาก็ได้มีการสร้างสรรค์ผลงานและทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นกับผลงานภาพเหมือนอย่าง Sick Bacchus ซึ่งเป็นภาพวาดที่เหมือนกับตัวของเขานั้นเอง

โดยภาพวาดนั้นที่เขาได้มีการสร้างสรรค์โดยการวาดและสีผิวที่เขาได้วาดนั้นจะเป็นสีผิวที่แทบจะออกเป็นสีเหลืองและจากสีผิวนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอาการป่วยของโรคที่เขานั้นเป็นอยู่นั่นก็คือโรคดิซาน ที่ทำให้เขานั้นทรมานและต้องหยุดพักเพื่อรักษาตัวนั่นเอง

โดย Bacchus นั้นเป็นชื่อของสิ่งที่เป็นตำนานของชาวโรมัน โดย Bacchus นั้นได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งไวน์ส่วนอาการเจ็บป่วยที่อาจจะเป็นโรคดิซานนั้นหรือพิษสุราเรื้อรังนั้น Caravaggio เลยได้มีการใช้ตัวเองนั้นเป็นแบบอาการป่วยและสภาพร่างกายที่เขานั้นกำลังเผชิญอยู่แบบนี้นี่แหละที่เหมาะสมและให้ความสมจริงกับการเป็นเทพเจ้าผู้ติดเหล้าจนมีอาการดังกล่าวเช่นเขาเหล่านี้ และก็ถือว่าการสร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมานั้นแสดงและสื่อถึงความภักดีอีกรูปแบบหนึ่งที่ศิลปินสักคนจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวกับเทพเจ้าที่เขานั้นได้เคารพนับถือได้ออกมาอย่างสวยงาม

ไม่มีสิ่งที่บอกชัดเจนว่า Caravaggio นั้นสามารถวาดภาพนี้ออกมาในขณะที่เขากำลังป่วยจนเสร็จออกมาสวยงามและสมบูรณ์ได้อย่างไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมาก เพราะในขณะที่เขานั้นป่วยเขาก็ยังคงรักและมีความคิดที่จะสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมาให้ผู้คนได้ชมอย่างดีที่สุดด้วย อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า Caravaggio จะได้ลาลับจากโรคไปแล้วแต่สิ่งที่ยังหลงเหลือและเป็นสิ่งที่เขานั้นได้ถ่ายทอดเอาไว้ก็คือผลงานอันสวยงามและแผงไปด้ยความหมายที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู

และไม่เพียงผลงานที่ได้รับความนิยมและโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Sick Bacchus เพียงเท่านั้น เขายังได้สร้างผลงานที่น่าสนใจและก็เป็นผลงานที่ถือว่าได้รับความนิยมมากเช่นกันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยสีน้ำมันบนผ้าใบที่มีความสวยงามและเป็นสิ่งที่ถือว่าแปลกใหม่อย่างมาก ทำให้ Caravaggio นั้นยังคงเป็นชื่อมีการกล่าวขานอยู่เสมอในแวดวงศิลปะและยงควมีการจัดนิทรรศการเพื่อระลึกถึง Caravaggio อยู่เสมอด้วย

 

สนับสนุนโดย    aesexy

ประวัติจอมพล ป. พิบูลสงคราม

เผยชีวิตจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งแต่เกิด จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงครามผู้ที่ได้มีชีวิตอยู่ในระหว่างวันที่14กรกฎาคม พ.ศ.2440 ถึง วันที่11มิถุนายน พ.ศ.2507 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงแหน่งนานที่สุดคือ 15ปี24วัน รวม8สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายที่สำคัญคือการมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองเท่าเทียมกับนานาอรัญประเทศได้มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลายอย่าง

ซึ่งในบางอย่างได้ประกาศให้เป็นกฎหมายในภายหลังหลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติเช่นการรำวงก๋วยเตี๋ยวผัดไทเป็นผู้เปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยและได้เป็นผู้เปลี่ยนเพลงชาติไทยมาเป็นเพลงที่เรานั้นได้ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังได้มีคำขวัญที่เรานั้นได้รู้จักกันเป็นอย่างดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยหรือท่านผู้นำไปไหนฉันไปด้วยและไทยอยู่คู่ฟ้าในสายตานักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยส่วนหนึ่งได้เห็นว่า

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเผด็จการทางทหารที่ได้มีบทบาททางการเมืองสูงและให้ความสนใจกับความคิดที่ส่องไปในเชื้อชาตินิยม

ซึ่ง จอมพล  ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่21มิถุนายน พ.ศ.2507 ในเวลาประมาณ20.30นาทีที่บ้านพักส่วนตัวชาญกรุงโตเกียวอายุได้เพียง67ปี 

ในวัยเด็ก จอมพล  ป. พิบูลสงคราม แปลกขีตสังคะ สำหรับชื่อจริงคำว่า แปลกนั้นเป็นเพราะว่าช่วงที่ได้เกิดมาครั้งแรกนั้นบิดาได้มองเห็นว่าหูของเขานั้นได้อยู่ต่ำไปกว่าตาของเขาทั้งสองข้างมันผิดไปจากบุคคลธรรมดาจากนั้นบิดาเขาก็เลยได้ตั้งชื่อให้ว่าแปลก แปลกขีตสังคะ ได้เกิดวันที่14กรกกฎาคม พ.ศ.2440 บิดาของเขานั้นชื่อนายขีดและมารดาของเขาชื่อนางสำอางในนามสกุลขีตสังคะ บ้านเกิดของเขาได้เป็นบ้านหลังใหญ่ขนาดสองชั้นที่ปากคลองบางเขนเก่าอยู่ตรงข้ามกับวัดปากน้ำไม่ห่างไปจากศาลากลางจังหวัดนนทบุรีและวัดเขมาภิรตารามอำเภอเมืองจังหวัดนนทบุรี

สำหรับอาชีพภายในครองครัวนั้นได้ทำอาชีพเกษตรกรรมปลูกสวนทุเรียนและผลไม้โดยเด็กชายแปลกขีดตะสังคะเขาได้เป็นบุตรคนที่สองทั้งหมดในพี่น้องทั้ง5คนและพี่ชายคนโตของเขานั้นมีชื่อว่านายประเกิคได้รับราชการทางทหารได้ยศพลตรีคนที่สามได้ชื่อเตีนคนที่สี่เป็นชายมีชื่อว่าปรุงและคนสุดท้ายแล้วชื่อนายคันชิตเข้ารับราชการทางทหารได้ยศพลตรี

นอกจากนี้ดานการศึกษาและการเข้าสู่อาชีพของทหารเด็กชายแปลกนั้นได้เข้าระบบการศึกษาครั้งแรกที่วัดวัดเขมาภิรตารามจังหวัดนนทบุรี เมื่อพ.ศ.2452

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130

เมื่อวิถีที่เคยดำรงอยู่นับพันปีก็เริ่มสั่นคลอนความหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงของสยามโดยทั่วไปความขัดแย้งเหล่านี้เขมรเกลียวขึ้นทุกขณะก่อนถึงเช้าวันที่24มิถุนายน 2475 วันที่ดุลอำนาจในสังคมสยามพลิกผันอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน 

บริเวณหน้าวัดพนมยงค์แห่งนี้เมื่อราว100ปีก่อนเคยเป็นที่จอดเรือนแพของ นายเสียง พนมยงค์ บุตรคหบดีผู้รักชีวิตอิสระและการเผชิญโชคพร้อมทั้งนางลูกจันทร์ภรรยาทั้งสองได้ให้กำเนิดบุตรธิดารวม6คนหนึ่งในนั้นก็คือเด็กชาย ปรีดี 

ซึ่งเริ่มมาสนใจความเป็นมาของบ้านเมืองตั้งแต่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมครูในโรงเรียนที่สอนอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ท่านมักจะเล่าให้ท่านผู้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในประเทศจีนสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเป็นชุมชนที่มีลักษณะพิเศษก็ได้เพราะว่าแม้กระทั่งงิ้วที่วัดพนัญเชิงก็ยังได้เอาเรื่องของกบฏเอามาเล่นกันครูมักจะเล่าเรื่องนี้โยมกับเหตุการณ์ของโลกว่าบ้านเมืองทั่วโลกเวลานี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบที่เคยมีผู้ปกครองเพียงคนเดียวเป็นระบอบประชาธิปไตย

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130ได้เกิดขึ้นเมื่อ นายปรีดี มีอยู่เพียง12ปีแม้ความพยายามเปลี่ยนแปลงสยามสู่ประชาธิปไตยในครั้งนั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพของกลุ่มแกนนำแต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นทดแทนคือนออนของประชาธิปไตยที่ค่อยๆเติบโตขึ้นทั่วผืนแผ่นดินรวมทั้งเรือนแพในริมน้ำหน้าวัดพนมยงค์แห่งนี้

นิสัยรักการผจญภัยทำให้นายเสียงไปบุกเบิกพื้นที่ทำกินผืนใหม่ ในเขตอำเภอวังน้อย จังหวัดสระบุรี ในปัจจุบันกระทั่งท้องทุ่ง

ซึ่งเต็มไปด้วยโขลงช้างป่าได้ตายลงไปเป็นเบ้าหลอมของความคิดของเด็กชายปรีดีอย่างสำคัญยิ่งในระยะต่อมาพื้นที่แห่งนี้อดีตเคยเป็นเรือนไม้ของครองครัวพนมยงค์รอบล้อมด้วยผืนนา200ไร่ที่ได้จากการบุกเบิกขับไล่โขลงช้างป่าคุณยายน้องได้เล่าให้ฟังว่านายปรีดีได้ความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจากประเทศฝรั่งเศสคุณยายบอกแก่ไม่เชื่อเพราะว่าจริงๆแล้วพี่ชายของท่านมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านใหม่ตอนที่ได้เข้ามาอยู่ในท้องนาที่นี่

ท่านก็มักจะคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่คุยเรื่องปัญหาบ้านเมืองปัญหาอะไรต่างๆบอกว่าได้หายไปในท้องไร่ท้องนาทั้งวันจากนั้นพ่อของนายปรีดีก็ได้ใช้งานยอย่างหนักถามว่าเหนื่อยไหมเหนื่อยและยังอยากจะเรียนอยู่อีกหรือไม่เรียนและจะไปเรียนอะไร

ซึ่งเขาได้บอกว่าอยากเรียนกฎหมายหลังจากนั้นนายปรีดีก็ได้เข้าเรียนศึกษากฎหมายโรงเรียนกรวงธรรมการเมื่ออายุได้17ปีและสอบไล่วิชากฎหมายขั้นเนติบัณฑิตย์ได้ในอีก2ปีต่อมาก่อนได้ขัดเลือกจากกระทรวงยุติธรรม

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

ยุคสยามใหม่ทำไมต้องเก็บเงินรัชชูปการในรัชสมัยรัชกาลที่6

เมื่อปี พ.ศ.2472ประชากรสยามมีประมาณ11ล้านคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ใช่เล็กๆแล้วแต่การใช้สิทธิหรือ การมีปากเสียงเพียงอย่างเดียวของราษฎรก็คือการถวายฎีกาให้พระเจ้าอยู่หัวเราเป็นชาวนา เรามีความเดือดร้อนในเรื่องภาษีอากรหรือว่าที่ดินทำกินเราสามารถฎีกากับพระมหากษัตริย์ได้โดยตรงและจะมีข้าราชการตรวจสอบเรียกว่ากรรมการศาลฎีกาคอยคัดแยกฎีกาให้เข้ากับความเดือดร้อนตามหมวดหมู่ถ้าไม่เข้าหมวดหมู่ฎีกาของเราก็อาจจะไปไม่ถึงไหน

ส่วนคนที่เขียนก็จะต้องเขียนให้มันถูกต้องตามราชการกำหนดต้องรู้ตัวเองว่าเรืองจองตนเป็นเรื่องที่เดือดร้อนจริงๆถึงจะต้องแจ้งใครแจ้งแล้วราชการบอกว่าเป็นความเท็จคนแจ้งก็จะมีโทษไปอีกแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเขียนอ่านไม่ได้ต้องพึ่งคนที่เรียกว่าพวกหัวหมอ

ซึ่งเป็นทนายแบบจารีต หมายถึงในยุคที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยคนที่มีความรู้เขียนหนังสือได้ในบางคนมารับจ้างทำงานคล้ายทนายนั่นเองหรือจะต้องพึ่งพาพวกผู้ใหญ่และหัวหน้าชาวนาเพื่อเขียนฎีกาขึ้นมา

ซึ่งมันไม่มีอะไรรับประกันว่าปัญหานั้นจะได้รับการตอบสนองจากผู้มีอำนาจประกอบกับในยุคนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าราชการหน่วยงานไหนทำนโยบายพัฒนาการเกษตรยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าธนาคารเพื่อการเกษตรที่คอยให้เกษตรกรกู้เงินเพื่อการประกอบอาชีพแบบในปัจจุบันแต่กลับมีภาษีอากรจำนวนมากและทับซ้อนกันเอง เช่น มีอากรค่านาข้าว อากรนาเกลือ มีอากรสมพัตสร เป็นภาษีต้นไม้ที่ให้ผลผลิตและถึงจะเป็นช่วงที่เลิกทาสมานานแล้วมีการยกเลิกค่าส่วยแต่ในยุคสยามใหม่นี้

ได้มีการเก็บเงินค่าที่เรียกว่า เงินรัชชูปการตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่6เป็นเงินอากรแบบหนึ่งที่ต้องจ่ายเกือบทุกคนยกเว้นอาชีพทางศาสนาทหาร ตำรวจ กำนัน ผุ้ใหญ่บ้าน และ คนที่ “ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า” ให้ไม่ต้องเก็บ

โดยเขียนกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าชายฉกรรจ์อายุ18-60ปีต้องจ่ายเงินถวายหลวง6บาทต่อปีคล้ายกับส่วยที่ต้องจ่ายถ้าไม่มาเกณฑ์เป็นทหารหรือเป็นแรงงาน

ซึ่งมันก็คือส่วยเหมือนสมัยก่อนนี่เองและด้วยความที่เป็นกฎหมายในสมัยก่อนก็ไม่มีการเขียนขยายความว่าชายฉกรรจ์ที่ว่าหมายถึงผู้ชายทุกคนหรือเปล่าปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ในฐานที่เข้าใจกันเองและไม่ว่าจะสมัยไหนชาวนาก็จะมี3แบบด้วยกันก็คือ หนึ่ง ชาวนาที่มีนาเป็นของตัวเอง สอง ชาวนาที่เช่านาเขาทำซึ่งได้มีจำนวนมากกว่าแบบแรก และ แบบที่สามก็คือ คนที่เช่านาไม่ไหวอาจจะเพราะนาล่มหรือขาดทุนมากเกินไปก็คือชาวนาที่ไม่มีอะไรเลยพอไม่มีเงินจะเสียภาษีสิ่งที่รัฐสยามจัดการกับคนที่ไม่มีเงินจ่ายภาษีก็คือยึดที่ดินขายทอดตลาด

ถ้าไม่มีจริงๆก็จะจับไปทำงานโยธาและคิดค่าแรงแทนจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้จ่าย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

การถ่ายทอดความจริงผ่านศิลปะ2

ศิลปะเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินศิลปะนั้นมีกลาหลายประเภทและศิลปะที่ได้รับความนิยมประเภทหนึ่งก็คือศิลปะที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวจากความเป็นจริงหรือสิ่งที่ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานได้เคยพบหรือเห็นสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาแล้วและมีการนำมาถ่ายทอดผ่านมุมมองของศิลปินคนนั้นๆ

ศิลปะประเภทนี้ถือว่าเป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะเป็นการสร้างสรรค์ที่เป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวว่าเหตุการณ์เหล่านี้นั้นเคยเกิดขึ้นและเกิดในลักษณะอย่างที่ศิลปินได้มีการวร้างสรรค์ขึ้นมา แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีการบิดเบือนความจริงไปบ้างเพื่อเป็นสิ่งที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับผลงานและเป็นสิ่งที่เป็นความคิดและจินตนาการของศิลปินน้นเองด้วย แต่อย่างไรก็ตามผลงานที่มีการถ่ายทอดจาดความจริงนั้น

ก็ยังคงเป้นสิ่งที่มีการถ่ายทอดออกมาในบรรทัดฐานที่เป็นความจริงหรือเรื่องราวที่เป็นความจริงนั่นเอง

ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานประเภทนี้นั้นก็มีอยู่ไมน้อยในโลก เพราะเป็นผลงานที่สามารถสร้างสรรค์ให้มีความสวยงามได้และยังเป็นสิ่งที่ใช้เล่าเรื่องราวในอดีตสู่อนาคตได้ด้วยนั่นเอง Daumier เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีผลงานที่น่าสนใขโดยเขานั้นจะเน้นผลงานการถ่ายทอดไปในทางการสะท้อนความจรองจากสังคมไม่ว่าจะเป็นการกดขี่ข่มเหงจากคนในสัมคมกลุ่มหนึ่งและอีกกลุ่มหนึ่ง

ผลงานจะมีการสร้างสรรคืในลักษณะที่มีความหยายและมีความเป็นจริงในเรื่องราวที่ได้ถ่ายทอดมากที่สุดและเป็นผลงานที่ไม่ได้มีการเน้นรายละเอียดในความสวยงามมากเท่า เป็นการวาดภาพเพื่อสื่อสารและให้โลกได้รับรู้ว่าครั้งหนึ่งเหตุการรืที่เขาได้วาดนั้นเคยเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำให้คนรุ่นหลังสมารถมองภาพออกอย่างง่ายว่าในขณะนั้นเคยเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง

เพราะภาพวาดที่เขานั้นมีการสร้างสรรค์เป็นภาพวาดที่มองง่ายไม่ได้มีความซับซ้อนในการสร้างสรรคืมากนัก ภาพวาดของเขาที่ได้รับความนิยมและเป็นภาพวาดที่มีการเล่าเรื่องราวก็ได้แก่ Freedom Of The Press เป็นภาพที่แสดงถึงเสรีภาพของหน่วยงานหนึ่งที่มีการออกมาต่อสู่และเรียกร้องเสรีภาพให้กับตนเอง

โดยภาพวาดนั้นก็จะมีการวาดในลักษระเป็นคนหลายๆคนที่อยู่ในภาพ และมีการวางองค์ประกอบภาพได้อย่างสมดุลทำให้มองภาพแล้วสามารถเข้าใจและเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในขณะนั้น The Third Class เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชนชั้นในโบกี้รถไฟขบวนหนึ่ง มรการเล่าเรื่องราวผ่านสิ่งที่เคยเห็นและเป็นการจินตนาการและความคิดของความยากจนที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง

โดยในภาพนั้นมีการวาดภาพออกมาอย่างสวยงามและมีความสมจริงในการวาดมากขึ้นถือว่าเป็นผลงานที่ไม่ได้มีความหยาบหรือดิบมาก แต่จะสะท้อนชีวิตที่ยากจนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลงานศิลปะที่น่าในอีกหนึ่งชิ้น เพราะเป็นผลงานที่ทำให้เรานั้นสามารถที่จะดูและเรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้นได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  alpha88 เครดิตฟรี

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงเกิดมาจากความเชื่อของแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องถิ่นด้วยกัน และเป็นการสื่บทอดต่อๆมา โดยมีมาเนิ่นนานตั้งแต่โบราณกาล ในช่วงเวลาที่มีการจัดให้ลอยกระทงนั้น โดยทุกครั้งจะจัดขึ้นในเดือนสิบสองของทุกปี แต่ว่าปฏิทินที่ว่านั้นจะเป็นปฏิทินจันทรคติไทยนะ เพราะถ้าหากนับจากรุ่นปัจจุบันของเราจะตรงกับเดือนสิบเอ็ดนั่นเอง

ในช่วงที่มีการจัดงานลอยกระทงนี้เชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาที่น้ำขึ้น หรืออาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงปลายฝนด้วยละมั้งเลยทำให้น้ำค่อนข้างเยอะอยู่ นอกจากนั้นยังมีช่วงที่เรียกว่าสิบห้าค่ำด้วยนะ ที่เป็นตัวกำหนดให้สามารถลอยกระทงได้ ข้อดีของวันขึ้นสิบห้าค่ำก็คือจะทำให้พระจันทร์เต็มดวง มองไปทางไหนก็สว่างไสว สวยงาม แถมมองไปยังพื้นน้ำที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาลอยกระทง จะเห็นได้ว่าภาพเหล่านั้นสวยสดงดงามเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่าประเพณีลอยกระทงจะเป็นการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าประเพณีลอยกระทงนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ แต่ก็มีในประวัติที่มีการบ่งบอกเอาไว้อยู่เหมือนกันนะว่าประเพณีลอยกระทงนี้ในสมัยสุโขทัยก็มีแล้ว ซึ่งในช่วงของพ่อขุนรามคำแหงนั้น ได้เรียกการลอยกระทงเช่นนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป”

นอกจากนั้นยังทำการระบุที่คนรุ่นใหม่อย่างเราเชื่ออย่างแท้จริงว่าเป็นงานลอยกระทง ก็เพราะว่าได้มีการจารึกเกี่ยวกับงานใหญ่มโหราณ ที่มีการเผาเทียนเล่นไฟกัน ด้วยเหตุผลต่างๆนี้แหละที่ทำให้คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราเชื่อตลอดมา

แต่ก็ยังมีการพูดถึงอีกนะว่าในช่วงสมัยก่อนหน้านี้ชาวบ้านนิยมเป็นการปล่อยโคมไฟเสียมากกว่า แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม เราเชื่อว่าในการลอยกระทงนั้นก็มุ่งเน้นให้ทุกคนได้มีการสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำคงคาด้วยกันทั้งสิ้น โดยพวกเราทุกคนล้วนใช้น้ำเพื่อเป็นการใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดื่ม การอาบ หรือการนำไปชำระล้าง แม้แต่ก็นำไปประกอบให้เกิดผลผลิต เป็นต้น

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่เราควรที่จะรำลึกถึงแม่น้ำเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการทำกระทงเพื่อเป็นการขมาแล้ว ในวันนั้นก็ยังมีการจัดงานรื่นเริงในทุกพื้นที่อีกด้วยนะ เพื่อให้ชาวบ้านได้มารวมตัวเพื่อขมาแม่น้ำคงคาละยังเป็นการร่วมสนุก เพื่อให้ชาวบ้านรักกัน เกิดความปองดอง และสามัคคี แถมในงานก็มีกิจกรรมสนุกๆให้เลือกเล่น หรือถ้าไม่ถนัดที่จะเล่นเครื่องเล่นต่างๆก็มีกิจกรรมให้ทำอีกเพียบเลย

 

 

สนับสนุนโดย  rb888