หมวดหมู่: ประวัติศาสตร์

2ผู้นำประเทศที่มีความคลั่งอำนาจเห็นแก่ตัวมากเกินไป

ซาปาร์มูรัต นิยาซอฟ (เติร์กเมนิสถาน)

ซาปาร์มูรัต นิยาซอฟผู้นำที่สุดแสนจะหลงตัวเองแห่งเติร์กเมนิสถานผู้ประกาสตนหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี1991ว่าเขาจะปกครองประเทศนี้ตลอดไปเขาคือผู้ที่เปลี่ยนเติร์กเมนิสถานให้กลายเป็นดินแดนส่วนตัวของตัวเองโดยการตั้งชื่อแลนด์มาร์คที่สำคัญของประเทศถนนหรือแม้แต่สวนสาธารณะเพื่อให้เกียรติสรรเสริญตนเองอีกทั้งยังได้เปลี่ยนชื่อเรียกเดือนเมษายนให้เป็นชื่อมารดาของเขาด้วยนับตั้งแต่ขึ้นปกครองประเทศจนกระทั่งหมดวาระเมื่อเขาได้เสียชีวิตลง นิยาซอฟ ก็ได้ตั้งข้อบังคับแปลกๆขึ้นมาหลายอย่างเพื่อที่บังคับใช้กับปชากรราวๆกว่า5ล้านคนที่จำต้องอยู่ในกรอบนั้นอย่างที่ไม่มีทางเลือก

ไม่ว่าจะเป็นบังคับให้นาฬิกาทุกเรือนจะต้องมีรูปของตัวเองอยู่บนหน้าปัดทำวอดก้าแบรนด์ของตัวเองที่มีรูปของตนเป็นโลโก้ให้เด็กๆเคี่ยวกระดูกเพื่อฟันที่แข็งแรงแทนที่จะส่งเสริมในทางที่เหมาะสมสั่งปิดห้องสมุดของชุมชนเพื่อขักขวางแสวงหาความรู้ของผู้ที่อ่านออกเขียนได้สั่งห้ามให้ผู้ชายไว้หนวดหรือไว้หนวดเคาห้ามมีวิทยุฟังในรถห้ามร้องและบรรทึกเพลงและสิ่งที่ได้แสดงถือความหลงตัวเองอย่างสุดๆก็คือ การสั่งให้ตั้งชื่ออุกกาบาตขนาด300กิโลกรัมที่ได้พุ่งตกลงมาในเขตเติร์กเมนิสถาน1998ว่าเพื่อเป็นการแสดงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของตัวเองด้วย

คิมจองอิล ( เกาหลีเหนือ )

คิมจองอิลอดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีดหนือซึ่งก็ได้จากโลกนี้ไปเมื่อในปี2011ที่พึ่งผ่านม่ามกลางประกาสที่จะดูเหมือนกับว่าประชาชนของเกาหลีเหนือก็กำลังตกอยู่ในความเศร้าอาลัยอย่างแสนสาหัสถึงกับต้องมารวมตัวกันเพื่อร้องไห้กับผู้ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ในหลายๆคนก็ได้วิเคราะห์กันไปว่าในการที่ประชาชนนั้นได้ร้องไห้เพีงเพราะแสดงความหวาดกลัวประชาชนชาวเกาหลีเหนือก็ได้ถูกให้มาแสดงอาการโสกเศร้าเพื่อให้สื่อต่างประเทศได้เห็นหากใครที่ไม่แสดงความอาลับอาวอนให้สมทบบาทประชาชนผู้นั้นและครอบครัวก็จะถูกลงโทษเกาหลีเหนือก็ได้กลายเป็นดินแดนที่ไร้เสรีภาพในด้านสื่อศาสนาการศึกษา

และแน่นอนที่สุดก็คือว่าในด้านของการเมืองในยุคของคิมจองอิลก็ได้มีการจับนักโทษการเมืองกว่า200,000ราย จับจริงจากนั้นก็ได้ลงโทษกันอย่างจริงจังจนทำให้ชาวบ้านนั้นต่างหวาดกลัวในการแข็งข้อไม่ว่าจะเป็นการบังคับกดขี่มากซักเพียงใดก็ตามถึงแม้ว่าในความเป็นอยู่ของประชาชนจะต้องอดยากอย่างลำบากเหลือใจแต่ทางด้านผู้นำของประเทศกลับได้ใช้ชีวิตในทางตรงกันข้ามคิมจองอิลได้มีชีวิตที่กินดีอยู่ดีมีห้องใต้ดินที่เก็บวายชั้นเลิศเอาไว้เป็นพันๆขวดมีเที่ยวบินตรงจากญี่ปุ่นเพื่อเสริฟชูชิอย่างดีให้กับผู้นำและเขาก็ได้ใช้เงินมากกว่า 20ดอลลาร์

 

สนับสนุนโดย  next88

ทำไมรัฐฉานถึงไม่เข้าร่วมกับประเทศไทย

ในช่วงสมัยนั้นประเทศไทยเองก็ได้ทำเรื่องเอาไว้ไม่ดีมากชาวเชียงตุงในช่วงสมัยนั้นก็เลยเกียจประเทศไทยจึงได้เลือกที่จะไปขออยู่กลับประเทศพม่าและในความเห็นส่วนตัวจริงๆเขาก็คงอยากจะเป็นรัฐที่อิสระเพราะในสนธิสัญญา ปางโหลงค่อยข้างที่จะชัดเจนแต่ก็ดันมาโดยถูกหักหลังเสียก่อนไม่ใช่แค่ไทใหญ่ คะฉิ่น กระเหรี่ยงก็โดยกันไปทั่วหน้า

ในเวลาต่อมาเราไดคิดว่ารัฐฉานอยากจะมีเอกราชเป็นของตนเองแต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถรู้อนาคตได้บ้านพี่เมืองน้องอย่างล้านนาดูเหมือนว่าจะรักษาเมืองเอาไว้ได้แต่พอได้มีการปฏิรูปการปกครองล้านนาก็เป็นอีกหนึ่งส่วนของสยามไปแล้วจากนั้นผู้คนก็ได้หล่อหลอมรวมกันเป็นชื่อไทย เขานั้นได้เป็นรัฐที่อิสระถึงในบางคราวจะเป็นประเทศราชชาติข้างเคียงแต่ก็จะต้องปกครองตนเองมาตลอด

และทำไมจะต้องมาเป็นอีกหนึ่งส่วนของประเทศไทยด้วยและรัฐบาลประเทญไทยในสมัยนั้นก็ไม่ได้มีนโยบายในการปกครองแบบสหพันธรัฐด้วยหากใครที่ได้มาเป็นหนึ่งส่วนของประเทศไทยก็จะต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลกรุงเทพเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นนอกจากนี้ฝฝรั่งเศษเองก็ได้ไปอ่านเจอว่าประเทศลาวของให้ประเทศไทยนั้นช่วยในการประกาสเอกราชจากประเทศฝรั่งเศษและจะขอเข้าร่วมเป็นสหพันธรัฐกับประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยที่กรุงเทพก็อย่างปฏิเสธไปเลย

เนื่อจากนี้เองไทใหญ่นั้นจะเข้ามาอยู่กับประเทศไทยทำไมในเมื่อเหล่าสนธิสัญญา ปางโหลงในปี1947กำเนิดสหภาพพม่าในนั้นพม่าก็คือประเทศที่ได้เจริญเป็นอันสองในอาเชียลองมาจากฟิลิปปินส์ผู้ที่ส่งออกข้าวเป็นอันดันหนึ่งของโลกและยังได้ครองตลาดไม้สัก70%ของตลอดโลกประชากรรู้หนังสืออันดับหนึ่งในอาเชียควบคลุมเส้นทางการค้าขายระหว่างอินเดียกับจีนเป็นคู่ค้ากับโยกาสราเวยได้ครองลานนาที่มีคุณภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งและได้กำลังเริ่มขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหนึ่งในประเทศที่ได้เติบโตอย่างเร็วที่สุดในโลกและในขนาดนั้นประเทศไทยเองก็แทบจะไม่มีอนาคตกับเผด็จการทหารและประติวัต รัฐประหารกันเองจนกระทั่งในปีพุทธศักราช1962นายพลเนวี่นก็ได้เข้ามายึดครองอำนาจถ้าพม่าได้เข้าสู่ยุคเผด็จการทางทหาร

และปิดประเทศสงครามกลางเมืองจึงได้ทำให้ประเทศไทยนั้นได้เข้ามาครองตลาดเป็นผู้ส่งออกข้าวจากนั้นก็ได้ทำให้ประเทศไทยได้ขึ้นมามีวันนี้แต่จริงๆแล้วเขาก้อยากที่จะให้เป็นเอกราชซะมากกว่าเพื่อให้ขึ้นกับสยามแค่ในปัจจุบันเดินทางจากกรุงเทพไปแม่ฮ่องสอนก็ยังเดินทางยากถ้าจะต้องไปรัฐฉานจะเป็นอย่างไรคิดถ้าว่าล้านนาไม่ขึ้นกับสยามรัฐฉานอาจอยากจะรวมกับล้านนามากกว่าพม่าก็เป็นได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  rb88

ประวัติหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

 หลวงปู่ทวด หรือที่เราเรียกอีกชื่อว่าสมเด็จพะโคะ 

เกิดเดือนสี ปีมะโรง ซึ่งตรงกับวันศุกร์ ปี พ.ศ 2125 ที่บ้านสวนจันทร์  โดยเกิดในช่วงกรุงศรีอยุธยา โดยมีโยมพ่อชื่อนายหู และมีโยมแม่ชื่อจันทร์ เมื่อตอนเกิดมานั้นโยมพ่อโยมแม่ตั้งชื่อว่า ปู เรื่องที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ครั้งแรกก็คือตอนที่ท่านยังเป็นเด็กทารก กล่าวคือวันหนึ่งโยมพ่อและโยมแม่ต้องออกไปทำนาก็เลยพาท่านได้ด้วยโดยที่ผูกเปลไว้กับต้นหว้าเอาหลวงปู่ทวดใส่เปลให้นอนเล่นเพียงลำพังทิ้งทารก

แล้วโยมพ่อโยมแม่ก็ออกไปทำนา ทำนากันไปได้พักใหญ่นางจันทร์มารดาก็เป็นห่วงลูกน้อยที่ใส่เปลเอาไว้ก็เลยย้อนกลับมาดูพอมาถึงเปลก็ตื่นตระหนกตกใจแทบสิ้นสติเพราะในเปลมีงูตัวใหญ่อยู่ข้างในเปลและมีการพันขดรอบตัวรอบรอบร่างเด็กชายปู นางจันทร์เลยตะโกนเรียกสามีให้มาช่วยลูก ฝ่ายนายหูและชาวบ้านที่กำลังทำนาอยู่ใกล้ใกล้กันก็พากินวิ่งมาหานางปูที่ต้นหว้าแขวนเปลมาเห็นงูใหญ่พันรอบตัวเด็กปูอยู่แต่เด็กก็ไม่ได้ดูกลัวงูแล้วมีคนแนะนำให้ข้าวตอกมาไหว้ขอร้องให้งูไปจากเด็กเพราะชาวบ้านต่างก็คิดด่างูนั้นน่าจะเป็นงูเทวดา

เมื่อสำรวจตัวเด็กน้อยก็ไม่ร่องรอยของการโดนงูกัด และที่สำคัญในเปล นางจันทร์เห็นว่ามีลูกแก้วลูกหนึ่งวางอยู่ก็เลยคิดว่าพญางูคงเอามาให้เด็กปู นางจันและนายหูก็เลยเก็บไว้ให้ ต่อมาเศรษฐีเจ้าของที่ได้รู้ข่าวเรื่องความอัศจรรย์ก็เลยอยากได้ลูกแก้ว จึงมาบังคับเอาลูกแก้วกับนายหู นายหูก็เลยต้องจำใจให้ลูกแก้วไป

แต่เมื่อเศรษฐีได้ลูกแก้วไปก็มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเศรษฐีจึงทำให้เขาคิดได้ว่าน่าจะเป็นผลมาจากลูกแก้วที่ไปแย่งคนอื่นมา ทางเศรษฐีจึงได้เอาลูกแก้วไปคืนนายหู หลังจากนั้นนายหูก็เก็บเอาไว้ให้เด็กชายปูและเมื่ออายุได้ประมาณเจ็ดขวบนายหูก็ได้พาเด็กชายปูมาบวชเรียนพระอาจารย์จวง ที่วัดดีหลวงจนเชี่ยวชาญเรื่องหนังสือไทยและหนังสือขอมแล้วก็ย้ายไปเรียนกับพระชินเสนหลังจากนั้นก็บวชมีอยู่มาวันหนึ่งท่านต้องเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา จึงขอติดเรือของอินไปด้วย เรือออกจากฝั่งไม่เท่าไหร่ก็เจอคลื่นซัดทำให้ของที่อยู่บนเรือพังเสียหาย

 

และน้ำดื่มที่เตรียมมาก็หกหมด นายอินคิดว่าที่ต้องมาเจอกับพายุเพราะมีพระนั่งเรือมาด้วยทำให้เกิดอาเพศจึงให้หลวงปู่นั่งเรือเล็กกลับฝั่งแต่ขณะนั้นหลวงปู่เอาเท้าห้อยบงไปในน้ำทะเล หลังจากนั้นท่านก็ตักน้ำทะเลมาดื่ม นายอินเห็นดังนั้นก็ถามว่าน้ำทะเลไม่เค็มเหรอ หลวงปู่ก็บอกว่าจืด นายอินจึงให้คนงานบนเรือลองกิน ผลปรากฏว่าจืดจริง นายอินจึงเชิญหลวงปูขึ้นเรือใหญ่อีกครั้ง และตั้งแต่นั้นชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดก็ดังเรื่อยมา

เส้นทางการไปพบภาพเขียนของผาแต้ม

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข24เป็นหนึ่งทางหลวงสายประทานของภาคตะวันออกเฉียงเหนือยที่แยกตัวออกมาจากหมายเลขหลักหมายเลข2หรือถนนมิตรภาพโดยเริ่มจากทางแยกต่างระดับสีคิ้วเขตจังหวัดนครราชสีมาตัดผ่านอีกหลายจังหวัดก่อนที่จะเข้าไปสิ้นสุดที่เขตอำเภอเมืองอุบลราชธานีรวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ420กิโลเมตรทางหลวงในประเทศไทยในปัจจุบันยังใช้ตัวเลขจำกัดเพื่อบ่งบอกถึงความสำคัญในลักษณะการเชื่อมต่อภูมิภาคเช่นทางหลวงที่มีตัวเลขตัวเดียวจะหมายถึงทางหลวงหลักที่เริ่มจากกรุงเทพมหานคร

ตัดเชื่อมต่อไปยังประเทศหลักของประเทศเช่นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1หรือถนนพหลโยธินจะไปสิ้นสุดที่จุดเหนือสุดของประเทศที่อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายสำหรับทางหลวงที่มีตัวเลขจำนวนสอหลักจะหมายถึงทางประทานตามภาคต่างๆที่ได้ต่อเชื่อมจากทางหลวงหมายเลขตัวเดียว

เพื่อสร้างโครงข่ายคมนาคมทาบกให้ครอบคุมพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมด้วย

สถานะทางหลวงสายประทานของอีสานใต้จึงทำให้ถนนหลวงหมายเลข24ได้กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักสำหรับในการเดินทางและขนส่งทางด้ารสินค้าที่มันสามารถเชื่อมต่อไปไกลถึงชายแดนแต่เรื่องราวเหล่านนี้ที่เราจะนำมาแนะเสนอที่เกี่ยวกับถนนเส้นนี้ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจหรือการคมนาคมใดๆแต่เราจะพาคุณไปเยี่ยมชอปราสาทศึกษาหินในหลายๆแห่งที่พบอยู่รายทางสองฝั่งถนนซึ่งปราสาทในแต่ละแห่งลวนมีเกล็ดสาระทางประวัติสาทหรือตำนานที่น่าสนใจจากอายุที่ยืนยาวนับพันปีจากนั้นเราจะพามาชอบเรื่องราวที่ได้มีนักศึกษาโบราณคดีได้มีการค้นพบภาพเขียนสี

ภาพเขียนสีที่ภพมีอายุไม่ต่ำกว่า3,000 4,000ปีโดยมีการค้บพบภาพเขียนสีอยู่หลายกลุ่มกระจายอยู่ตามแนวหน้าผาคือกลุ่มผาขาม กลุ่มผาแต้ม กลุ่มผาหมอน และ กลุ่มผาหมอนน้อย โดยส่วนใหญ่จะบอกเหล่าถึงวิธีชีวิตของคนในยุคนั้นซึ่งได้เป็นสังคมของเกษตรกรรมภาพเขียนนั้นบ่งบอกให้เห็นถึงการล่าสัตว์เครื่องมือเครื่องใช้มีภาพคนสัตว์รอยประทับมือและสัญลักษณ์บางอย่างที่นักโบราณคดีได้วิเคราะห์ว่ามันน่าจะสะท่อนถึงการปลูกข้าวในบรรดาภาพที่ได้พบทั้งหมด กลุ่มภาพเขียนสีผาแต้มเป็นกลุ่มภาพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือมีภาพเขียนมากกว่า300ภาพ

เป็นภาพคนภาพสัตว์เครื่องมือในการจับปลาและลวดลายเลขาคณิตเรียงรายกันเป็นแนวยาวราวประมาณ180เมตรซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มภาพเขียนสีที่ยาวที่สุดในประเทศการที่ได้มาเที่ยวที่ผาแต้มนอกจากจะได้ชื่นชมความงามของศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์สภาพทางธรณีวิทยาของผาแต้มก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หน้าสนใจไม่แพ้กันผาแต้มเป็นผาหินทรายที่อยู่ในหมวดหินภูพานอายุประมาณ130ปีหน้าผาเกิดการยุบตัวที่ลาบสูงของโคราชและยังเกิดรอยแตกรอยเลื่อนเป็นช่องทางน้ำไหลซึ่งได้พัฒนากลายมาเป็นมาน้ำโขง

การสำรวจปราสาทหลังที่2ของพระศิวะ

รูปสลักนี้มันใหญ่โตและมีความหน้าทึ่งขนาดไหนในสายตาของคนที่เดินเข้าปราสาทมันได้ต่างจากรูปสลักเทพสตรีสองรูปที่มีขนาดเท่ากับมนุษย์แต่เทพองค์กลางจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าสองเท่ารูปสลักในท่าใหญ่มหึมามันเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในทางโบราณคดีของขอมโบราณนั้นเองเมื่อได้มีการประกอบเสร็จมันจึงกลายเป็นรูปที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองพระนคร

สำหรับรูปปั้นนั้นมีความสูงประมาณ5.6เมตรมี10กลอนและ5เศรียอาจจะทาด้วยสีแดงอาจทำให้น่าประทับใจมากขึ้นไปอีกในปราสาทรอบพระศิวะมีพระแม่อุมาชายาผู้ใจดีและมือกลองอีกสองคนและพระแม่กาลีชายาผู้โหดร้ายถือกระโหลกและขามนุษย์ปราสาททางเข้าสู่เทวาลัยนี้เป็นทางผ่านไปสู่ชีวิตหลังความตายจากนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อได้เดินผ่าประตูนี้ไปและคราวนี้นักประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีจะศึกษาปราสาทหลังต่อไปที่จะก้าวผ่าไปสู่เทวาลัยตรงกลางได้พวกทีมงานก็ได้เก็บชิ้นส่วนรูปสลัก8รูปที่เคยได้ตั้งอยู่ที่นั่นไปแล้วจากนั้นพวกเขาก็จะค้นหาว่ารูปสลักเหล่านี้เป็นใครบ้างเพื่อที่จะทำความเข้าใจรูปสลักที่นั่นได้ถูกปล้นไปหมดพวกเขาไปถูกทุบแตกเพื่อที่จะได้ขนมันออกไปได้ส่วนของฐานนั้นล้มพังทั้งหมดและมีเพียงเศษรูปสลักที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงเท่านั้นนักโบราณคดีได้คุ้นเคยกับรูปสลัก4รูปจากทั้งหมด8รูปและที่พิพิธภัณฑ์กรุงพนมเปญมีการแสดงส่วนลำตัวคนค่อมจากปราสาทและมีเศรียแกะสลักอีกสองเศียร

แต่ตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสว่าพวกเขานั้นเป็นใครปราสาทหลังที่2นี้

มันยังคงเป็นปริศนาอยู่และมันก็จะยังคงเป็นปริศนาไปตลอดกาลและมีท่านหนึ่งที่เป็นนักสำรวจไม่ได้ไปที่เกาะแกและวาดรูปแกะสลักก่อนที่มันจะหายไปซึ่งมีภาพวาดของนักโบราณคดีท่านหนึ่งที่น่าสนใจมากซึ่งมันก็อาจจะดูยากหน่อยแต่ก็มันทำให้เราเห็นภาพของสถานที่นี้ตอนที่เขานั้นได้ค้นพบมาเมื่อปี่1885รูปสลักนี้ยังอยู่หลังจากที่ได้มีการขุดค้นทีละชั้นและของทุกอย่างก็ยังอยู่ที่เดิมไม่มีอะไรล้มและมีแค่เศรียที่มันยังหายไปบ้างและมีรูปสลักรูปหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามเป็นรูปสลักที่ไร้เศียรขี่สัตว์จนมาถึงตอนนี้นักโบราณคดีเชื่อว่าสัตว์นี้เป็นวัวพาหนะพระศิวะและเอริคก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่ใช่ระหว่างที่ขุดค้นเขาก็ได้พบกับชิ้นส่วนที่นำมาต่อกับหัวสัตว์ทันทีซึ่งได้นำเอามาต่อกันแล้วปรากฏว่ามันไม่ใช่วัวแต่มันเป็นเขากระบือ