หมวดหมู่: ประวัติศาสตร์

ราชวงศ์หยวนล่มสลายด้วยเหตุใด

นอกจากนี้หลังจากที่ กุบไลข่าน สามารถที่จะโค่นล้มอำนาจของผู้ที่ปกครองดินแดนอาจักรจีนในขณะนั้นรวมถึงราราชวงศ์ซ่งลงได้ชาวจีนชาวฮั่นก็ตกลงในอำนาจของพวกมองโกจนกระทั่ง กุบไลข่าน ก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ กุบไลข่าน  หรือว่าจักรพรรดิหยวนซื่อจู่ฮูปี้เลี่ย

ซึ่งได้ทรงสถาปนาราชวงศ์ต้าหยวนขึ้นมาโดยราชวงศ์ต้าหยวนก็ได้สืบต่อจากราชวงศ์จินแล้วก็ทำการสถาปนาเมืองหลวงขึ้นมาใหม่และเมืองหลวงแห่งนี้ได้อยู่ที่เมืองต้าตูหรือที่ในเมืองปัจจุบันนี้ก็คือเมืองปักกิ่งนั้นเอง

เมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านหรือว่าจักรพรรดิหยวนซื่อจูได้ทรงขึ้นครองราชย์ขึ้นแล้วพระองค์เองก็ได้มีความตระหนักแล้วว่าจะใช้ไม้แข็งอย่างเดียวกับชาวจีนชาวฮั่นก็จะไม่ได้เพราะว่าได้มีการต่อต้านอยู่เป็นเนืองๆและเรียกได้ว่าเสถียรภาพในการปกครองชาวจีนของพระองค์

ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ไม่ใช่ชาวจีนแต่ว่ามาปกครองชาวจีนและก็มีการต่อต้านอย่างมากมายมหาศาลกันเลยทีเดียวดังนั้นพระองค์ได้ทรงดำเนินนโยบายในลักษณะที่เป็นมิตรกับประชาชนรวมไปถึงพระองค์ก็ทรงมีความตั้งใจที่จะเป็นจักรพรรดิที่ดีเป็นผู้ปกครองดินแดนที่ดี

โดยพระองค์ได้ปกครองดินแดนของชาวจีนได้อย่างสุขุมและด้วยความรอบคอบยิ่งนักเหตุผลก็คือพระองค์ไม่อย่างจะให้ชาวจีนนั้นมองชาวมองโกในความโหดร้ายแล้วก็เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพเพราะว่าจริงๆแล้วเราขออธิบายให้คุณได้อ่านสักนิดหนึ่งก่อนในขณะนั้นชาวจีนก็มองมองโกว่าเป็นชนเผ่าที่มีความโหดเฮี้ยมเอามากๆเลย

ซึ่งถ้าจะให้เราพูดกันตามตรงแล้วชาวมองโกนี่แหละไปที่ไหนก็ทำการปราบอย่างไม่เหลือก็เรียกได้ว่าความโหดร้ายของชาวมองโกนั้นสูงมากเลยที่เดียวในความทรงจำของชาวจีนในขณะนั้น

ดังนั้นจักรพรรดิหยวนซื่อจู่หรือว่าจักรพรรดิกุบไลข่านก็มีความพยายามในการที่จะเปลี่ยนภาพจำของชาวจีนให้มองชาวมองโกลดน้อยลงทำให้รู้สึกว่าเป็นมิตรมากยิ่งขึ้นกับชาวจีนที่อยู่ภายใต้การปกครอง

นอกจากนี้มันก็เป็นที่น่าสนใจดีเพราะว่าในรัชสมัยของจักรพรรดิกุบไลข่านหรือว่าจักรพรรดิหยวนซื่อจู่ความเจริญรุ่นเรืองของอาณาจักรจีนในขณะนั้นเรียกได้ว่าสูงมากเลยทีเดียวบ้านเมืองมีเสถียรภาพมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นแล้วก็มีการเดินทางของมาโคโปโล

เรียกได้ว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้นในราชวงศ์หยวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของจักรพรรดิกุบไลข่านอย่างไรก็ตามเมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านได้เสด็จสวรรคตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วราชวงศ์หยวนเองก็ค่อยๆเสื่อมถอยลงตามลำดับเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  letou ฟรีเครดิต

ประวัติศาสตร์รูปภาพทังก้า

สำหรับทังก้าในภาษาไทยเรียกว่าภาพพระปลดมันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในศาสนาพุทธชั้นสูงที่พุทธศาสนิกชนสายวัชรยานคือกลุ่มคนที่อยู่ทางแทบหลังคาโลกเช่นทิเบตเนปาลภูฏานอะไรแทบนั้นแหละเขาได้นับถือกันมันจะเป็นลักษณะภาพวาดหรือว่าภาพปักหรือที่เขาได้ทำบนฝ้ายหรือผ้าไหม

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาจะเขียนเป็นภาพของพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์แล้วก็เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธประวัตที่หลากหลายไม่ก็จะเป็นภาพจักรวาลตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาในนิกายนั้นเอาง่ายๆเลยเขานั้นได้ทำขึ้นเพื่อเทิดทูนพระพุทธเจ้านี่แหละถ้าจะเปรียบกับบ้านเราก็น่าจะเปรียบได้เหมือนกับพระพุทธรูปหรือว่าจิตกรรมฝาผนังนั่นเอง

นอกจากนี้ทังก้านั้นมันจะเป็นสิ่งที่ทำมาจากผ้าดูผืนแบนๆแต่ว่ามันก็มีวิธีการทำที่ซับซ้อนไม่แพ้พระพุทธรูปเลยทีเดียวยิ่งเป็นภาพทังก้าในแบบฉบับโบราณแล้วมันยากขนาดไหน

โดยวิธีการทำทังก้าในแบบฉบับโบราณดั่งเดิมจะมีความเว่อวังอลังการมากตั้งแต่วัตถุอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสีที่พวกเขานั้นใช้มันจะเป็นสีที่มาจากธรรมชาติที่ได้สกัดมาจากแร่ธาตุต่างๆที่จะต้องไปงมหาแถวเทือกเขาเสร็จแล้วยังไม่พอจะต้องไปหายางไม้ชนิดดีเพื่อเอามาบดผสมกับสีชนิดนี้

ส่วนสีทองที่เราเห็นอยู่บนผ้าผืนนี้มันคือทองคำทองและน้ำที่ได้เอามาผสมสีมันไม่ใช่น้ำธรรมดาปะปาจะต้องเป็นน้ำแร่จากธรรมชาตเท่านั้นและอุปกรณ์ที่เขาจะใช้ในการเขียนได้ทำมาจากเขาจามรีที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ได้อศัยอยู่ในเทือกเขาแทบนั้นแต่ในปัจจุบันนี้เขาใช้พู่กันเขียนกันแล้ว

ซึ่งภาพเขียนที่ได้นั้นจะมีความปราณีตมากสีที่นำเอามาเขียนมันก็จะมีความชัดเจนคมชัดว่ากันว่ามันจะสดใสยาวนานนับร้อยปีเลยทีเดียวจากขั้นตอนการรวบรวมไปจนถึงการผลิตเราคงจะนึกออกแล้วว่ามันจะกินเวลานานขนาดไหน

ดังนั้นทังก้าจึงได้เป็นมากกว่าภาพที่ธรรมดาเท่านั้นเวลาวาดภาพทังก้าชาวพุทธในแทบนั้นก็จะมีความเชื่อเหมือนกับบ้านเราเลยที่เชื่อในการสร้างพระพุทธรูปคือผู้ที่ร่วมสร้างก็จะได้รับบุญกุศลเช่นกันแต่มันก็น่าเสียดายที่ทังก้าโบราณต่างๆเรามีขอมูลประวัติความเป็นมาน้อยมาก

เนื่องด้วยตามธรรมเนียมการปฏิบัติของศาสนาพุทธในเทือกแถวนั้นในเวลาที่เขานั้นสร้างอะไรไว้อย่างเรียบร้อยแล้วเขาจะไม่จารึกเอาไว้ว่าใครเป็นคนสร้างใครเป็นคนบริจากให้แต่มันจะมีข้อเสียมันไม่ดีต่อทางโบราณคดีก็คือมันยากกว่าที่จะไปทำการหาสืบค้นหาประวัติต่างๆได้ยาก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

ประวัติพระแก้วมรกต

นอกจากนี้ได้มีกษัตริย์พม่าผู้หนึ่งที่ได้นับถือสาสนาเป็นอย่างมากท่านก็ได้ส่งคนเข้ามาคัดลอกพระไตรปิฎกอะไรทางนี้และในระหว่างที่กำลังคัดลอกก็มองไปเห็นพระแก้วมรกตนั้นสวยมากก็เลยอยากจะเอากลับไปประเทศตนเองบ้างก็เลยไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาเอาไปด้วย

ซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกว่าไปตกลงกันยังไงแต่เอาเป็นว่าเขาก็ได้เลือกกลับมาทั้งพระไตรปิฎกที่ได้ไปคัดลอกมาที่เต็มเป็นกองเลยบวกกับองค์พระก็ได้บรรจุเข้าในเรือสามลำแล้วก็แล่นไปในเรือ

แต่ทว่าในระหว่างการเดินทางขนส่งก็เกิดฟ้าฝนเป็นอะไรก็ไม่รู้ได้พัดเรือต่างๆไปทำให้เรือสองลำได้ไปตกอยู่ที่ทางพม่าแต่เรืออีกลำหนึ่งได้ไปตกอยู่ที่เมืองไชยาที่สุราษฎร์ธานีบ้านเราก่อนที่จะไปยังกัมพูชาอีกรอบแต่มีบางตำนานได้กล่าวว่ามีพัดไปตกที่กัมพูชาก็มีและก็ไม่รู้ว่าพัดไปตกไกลขนาดนั้นได้อย่างไง

เมื่อได้พัดมาถึงที่กัมพูชากษัตริย์กัมพูชาได้เห็นว่านี่มันเป็นเรือบรรทุกของพม่านี่มีพระไตรปิฎกเต็มไปหมดเลยเขาคงอยากได้มากก็เอาไปคืนเขาเลยเหมือนจะดูเป็นคนดีส่งของคืนพม่าแต่ทว่าองค์พระที่ติดมาด้วยไม่ขอคืนเอาไว้เป็นพระประจำบ้านเมืองนี่แหละ

ซึ่งเรื่องราวต่อไปนี้ก็จะเป็นว่ามีสงครามได้เกิดขึ้นในหลายๆที่เลยหลังจากนั้นพระแก้วก็ได้ถูกอัญเชิญไปที่ต่างๆเพื่อหลบสงครามตั้งแต่ที่กัมพูชาไปยังลพบุรีได้ยันอยุธยากำแพงเพชรจนกระทั่งมาจบที่เชียงรายและสงครามมันก็ได้มาเกิดขึ้นที่เชียงรายแต่ทีนี้ผู้คนก็ไม่อยากที่จะย้ายพระแก้วไปก็เลยได้ใช้วิธีในการหลบซ้อนปลอมตัวให้กับพระแก้วแทนแล้วกันโดยการนำเอาปูนโบกทับอีกทีเสร็จแล้วก็กลายมาเป็นพระปูนก่อนที่เขาจะเอาพระแก้วที่เป็นร่างปูนเข้าไปซ้อนไว้ด้านในเจดีย์อีกที

นอกจากนี้เรื่องราวมันก็ได้ผ่านไปสงครามมันก็จบลงบ้านเมืองก็สงบสุขแต่ผู้คนก็ลืมไปแล้วว่าองค์พระแก้วได้ซ้อนเอาไว้ด้านในเจดีย์

กระทั่งมาถึงวันหนึ่งที่พระแก้วได้ทำบูรณะใหม่อีกรอบและช่วงนี้เป็นช่วงที่นักประวัติศาสตร์เขาได้ยอมรับถึงการมีตัวตนของพระแก้วอยู่คือช่วงแรกที่เล่ามามันเป็นตำนานทั้งนั้นเลยไม่มีหลักฐานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

ดังนั้นในการบูรณะใหม่ขององค์พระแก้วในครั้งนี้อยู่เจดีย์ที่ได้ซ้อนพระแก้วมรกตเอาไว้ก็ได้ถูกฟ้าผ่าลงมากลางเจดีย์กระจายปรากฏให้เห็นองค์พระที่อยู่ด้านใน

 

สนับสนุนโดย  สูตรหวยยี่กี lottovip 2ตัว

ยุคเรอเนซองส์ถูกคิดขึ้นมาโดยนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ซึ่งเรื่องราวของเรอเนซองส์โดยไม่พูดถึงยุคกลางก็คงไม่ได้เช่นเดียวกันกับที่เราจะไม่ไม่มีวันเข้าใจความหมายกว้างๆของเรอเนซองส์ 

โดยที่ไม่ได้พูดถึงยุคคลาสสิคที่ฝรั่งเรียกว่าClassical Antiquityหรือยุคกรีกโรมันนั่นเองเอาแบบให้ได้เห็นภาพเร็วกันก่อนคือ “กรีกโรมัน ยุคกลาง  เรอเนซองส์ “ คำว่าเรอเนซองส์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่าการเกิดใหม่ ยุคเรอเนซองส์ก็เหมือนยุคแห่งการเกิดใหม่นั่นเองคนที่เราได้เรียกว่ายุคเรอเนซองส์นั้นเค้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ในยุคเรอเนซองส์

เพราะว่าการตั้งชื่อยุค หรือ การสร้าง timelineของประวัติศาสตร์นี่ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ตีความและให้ชื่อกันในภายหลังทั้งนั้น

คำว่ายุคเรอเนซองส์นี่ก็เช่นกันเป็นคำที่ถูกคิดขึ้นมาโดยนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสเมื่อปี1858หรือราวๆ400กว่าปีให้หลังในภาษาไทยเราแปลคำว่ายุคเรเนซองส์ว่ายุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือว่าถ้าแปลตรงๆจากฝรั่งก็คือยุคเกิดใหม่ทางศิลปะวิทยาการเกิดใหม่จากอะไรก็คือเกิดจากยุคกลางที่เขาได้ถือกันว่าเป็นยุคถดถอยทางความรู้ เป็นยุคมือ เป็นยุคล้าหลัง อะไรทำนองนี้  

การเกิดใหม่นั้นคือการกลับไปตามหาความรุ่งเรืองทางสติปัญญาและองค์ความรู้ที่มนุษย์เคยมีในยุคกรีกโรมันนั่นถ้าให้เห็นภาพคือ ยุคกรีกโคมัมน รุ่งเรืองมากเสร็จแล้วก็ได้เข้าสู่ยุคกลางหรือยุคมืดจากนั้นผ่านยุคมืดไปจนได้จากนั้นก็ได้เข้าสู่ในยุคของเรอเนซองส์อันอลังการงานสร้างนี่แหละ

ซึ่งจริงๆแล้วในการแบ่งก็ไม่ค่อยจะแฟร์กับยุคกลางซักเท่าไหร่เพราะว่ายุคกลางที่เค้าเรียกกว่า The Middle Ages คือกินเวลาเป็นพันปีคือปีสี่ร้อยปลายๆจนถึงพันสี่ร้อยในเวลาพันปีนี่จะบอกว่าห่วยตลอดทั้งพันปีก็เป็นไปได้ยากใช่ไหมและทั้งหมดนี่จะต้องย้ำว่าคือประวัติศาสตร์ยุโรปเราต้องไม่ลืมว่ายุโรปก็เป็นเพียงส่วนเดียวของโลกนี้

ส่วนอื่นๆของโลกก็ไม่ได้อยู่ในยุคกลางหรือว่ายุคมืดเขาก็ได้มีประวัติศาสตร์กันไปดลกของอิสลามในช่วงยุคกลางในยุโรปนั้นได้มีความเจริญรุ่งเรืองมากความรู้ด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ล้ำหน้ากว่ายุโรปไปหลายขุมมากเลยในทางอายธรรมความเป็นอยู่ในโลกของอิสลามต้องเรียกว่าแอดวานซ์มากมากกว่ายุโรปกับฟ้าเหว

ซึ่งในขณะที่เมืองในยุโรปยังใช้แม่น้ำเป็นส้วมกันอยู่หลายเมืองงในโลกอิสลามมีน้ำประปาและก็ไฟถนนมีแม้กระทั่งบิวตี้ซาลอนและก็มีน้ำยาดับกลิ่นปากกลิ่นเต่าอะไรแบบนี้เรียกได้ว่าความเป็นอยู่ในยุโรปเขาอยู่กันไปได้อย่างไง

ประวัติจอมพล ป. พิบูลสงคราม

เผยชีวิตจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งแต่เกิด จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงครามผู้ที่ได้มีชีวิตอยู่ในระหว่างวันที่14กรกฎาคม พ.ศ.2440 ถึง วันที่11มิถุนายน พ.ศ.2507 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงแหน่งนานที่สุดคือ 15ปี24วัน รวม8สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายที่สำคัญคือการมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองเท่าเทียมกับนานาอรัญประเทศได้มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลายอย่าง

ซึ่งในบางอย่างได้ประกาศให้เป็นกฎหมายในภายหลังหลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติเช่นการรำวงก๋วยเตี๋ยวผัดไทเป็นผู้เปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยและได้เป็นผู้เปลี่ยนเพลงชาติไทยมาเป็นเพลงที่เรานั้นได้ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังได้มีคำขวัญที่เรานั้นได้รู้จักกันเป็นอย่างดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยหรือท่านผู้นำไปไหนฉันไปด้วยและไทยอยู่คู่ฟ้าในสายตานักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยส่วนหนึ่งได้เห็นว่า

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเผด็จการทางทหารที่ได้มีบทบาททางการเมืองสูงและให้ความสนใจกับความคิดที่ส่องไปในเชื้อชาตินิยม

ซึ่ง จอมพล  ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่21มิถุนายน พ.ศ.2507 ในเวลาประมาณ20.30นาทีที่บ้านพักส่วนตัวชาญกรุงโตเกียวอายุได้เพียง67ปี 

ในวัยเด็ก จอมพล  ป. พิบูลสงคราม แปลกขีตสังคะ สำหรับชื่อจริงคำว่า แปลกนั้นเป็นเพราะว่าช่วงที่ได้เกิดมาครั้งแรกนั้นบิดาได้มองเห็นว่าหูของเขานั้นได้อยู่ต่ำไปกว่าตาของเขาทั้งสองข้างมันผิดไปจากบุคคลธรรมดาจากนั้นบิดาเขาก็เลยได้ตั้งชื่อให้ว่าแปลก แปลกขีตสังคะ ได้เกิดวันที่14กรกกฎาคม พ.ศ.2440 บิดาของเขานั้นชื่อนายขีดและมารดาของเขาชื่อนางสำอางในนามสกุลขีตสังคะ บ้านเกิดของเขาได้เป็นบ้านหลังใหญ่ขนาดสองชั้นที่ปากคลองบางเขนเก่าอยู่ตรงข้ามกับวัดปากน้ำไม่ห่างไปจากศาลากลางจังหวัดนนทบุรีและวัดเขมาภิรตารามอำเภอเมืองจังหวัดนนทบุรี

สำหรับอาชีพภายในครองครัวนั้นได้ทำอาชีพเกษตรกรรมปลูกสวนทุเรียนและผลไม้โดยเด็กชายแปลกขีดตะสังคะเขาได้เป็นบุตรคนที่สองทั้งหมดในพี่น้องทั้ง5คนและพี่ชายคนโตของเขานั้นมีชื่อว่านายประเกิคได้รับราชการทางทหารได้ยศพลตรีคนที่สามได้ชื่อเตีนคนที่สี่เป็นชายมีชื่อว่าปรุงและคนสุดท้ายแล้วชื่อนายคันชิตเข้ารับราชการทางทหารได้ยศพลตรี

นอกจากนี้ดานการศึกษาและการเข้าสู่อาชีพของทหารเด็กชายแปลกนั้นได้เข้าระบบการศึกษาครั้งแรกที่วัดวัดเขมาภิรตารามจังหวัดนนทบุรี เมื่อพ.ศ.2452

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130

เมื่อวิถีที่เคยดำรงอยู่นับพันปีก็เริ่มสั่นคลอนความหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงของสยามโดยทั่วไปความขัดแย้งเหล่านี้เขมรเกลียวขึ้นทุกขณะก่อนถึงเช้าวันที่24มิถุนายน 2475 วันที่ดุลอำนาจในสังคมสยามพลิกผันอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน 

บริเวณหน้าวัดพนมยงค์แห่งนี้เมื่อราว100ปีก่อนเคยเป็นที่จอดเรือนแพของ นายเสียง พนมยงค์ บุตรคหบดีผู้รักชีวิตอิสระและการเผชิญโชคพร้อมทั้งนางลูกจันทร์ภรรยาทั้งสองได้ให้กำเนิดบุตรธิดารวม6คนหนึ่งในนั้นก็คือเด็กชาย ปรีดี 

ซึ่งเริ่มมาสนใจความเป็นมาของบ้านเมืองตั้งแต่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมครูในโรงเรียนที่สอนอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ท่านมักจะเล่าให้ท่านผู้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในประเทศจีนสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเป็นชุมชนที่มีลักษณะพิเศษก็ได้เพราะว่าแม้กระทั่งงิ้วที่วัดพนัญเชิงก็ยังได้เอาเรื่องของกบฏเอามาเล่นกันครูมักจะเล่าเรื่องนี้โยมกับเหตุการณ์ของโลกว่าบ้านเมืองทั่วโลกเวลานี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบที่เคยมีผู้ปกครองเพียงคนเดียวเป็นระบอบประชาธิปไตย

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130ได้เกิดขึ้นเมื่อ นายปรีดี มีอยู่เพียง12ปีแม้ความพยายามเปลี่ยนแปลงสยามสู่ประชาธิปไตยในครั้งนั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพของกลุ่มแกนนำแต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นทดแทนคือนออนของประชาธิปไตยที่ค่อยๆเติบโตขึ้นทั่วผืนแผ่นดินรวมทั้งเรือนแพในริมน้ำหน้าวัดพนมยงค์แห่งนี้

นิสัยรักการผจญภัยทำให้นายเสียงไปบุกเบิกพื้นที่ทำกินผืนใหม่ ในเขตอำเภอวังน้อย จังหวัดสระบุรี ในปัจจุบันกระทั่งท้องทุ่ง

ซึ่งเต็มไปด้วยโขลงช้างป่าได้ตายลงไปเป็นเบ้าหลอมของความคิดของเด็กชายปรีดีอย่างสำคัญยิ่งในระยะต่อมาพื้นที่แห่งนี้อดีตเคยเป็นเรือนไม้ของครองครัวพนมยงค์รอบล้อมด้วยผืนนา200ไร่ที่ได้จากการบุกเบิกขับไล่โขลงช้างป่าคุณยายน้องได้เล่าให้ฟังว่านายปรีดีได้ความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจากประเทศฝรั่งเศสคุณยายบอกแก่ไม่เชื่อเพราะว่าจริงๆแล้วพี่ชายของท่านมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านใหม่ตอนที่ได้เข้ามาอยู่ในท้องนาที่นี่

ท่านก็มักจะคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่คุยเรื่องปัญหาบ้านเมืองปัญหาอะไรต่างๆบอกว่าได้หายไปในท้องไร่ท้องนาทั้งวันจากนั้นพ่อของนายปรีดีก็ได้ใช้งานยอย่างหนักถามว่าเหนื่อยไหมเหนื่อยและยังอยากจะเรียนอยู่อีกหรือไม่เรียนและจะไปเรียนอะไร

ซึ่งเขาได้บอกว่าอยากเรียนกฎหมายหลังจากนั้นนายปรีดีก็ได้เข้าเรียนศึกษากฎหมายโรงเรียนกรวงธรรมการเมื่ออายุได้17ปีและสอบไล่วิชากฎหมายขั้นเนติบัณฑิตย์ได้ในอีก2ปีต่อมาก่อนได้ขัดเลือกจากกระทรวงยุติธรรม

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

ยุคสยามใหม่ทำไมต้องเก็บเงินรัชชูปการในรัชสมัยรัชกาลที่6

เมื่อปี พ.ศ.2472ประชากรสยามมีประมาณ11ล้านคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ใช่เล็กๆแล้วแต่การใช้สิทธิหรือ การมีปากเสียงเพียงอย่างเดียวของราษฎรก็คือการถวายฎีกาให้พระเจ้าอยู่หัวเราเป็นชาวนา เรามีความเดือดร้อนในเรื่องภาษีอากรหรือว่าที่ดินทำกินเราสามารถฎีกากับพระมหากษัตริย์ได้โดยตรงและจะมีข้าราชการตรวจสอบเรียกว่ากรรมการศาลฎีกาคอยคัดแยกฎีกาให้เข้ากับความเดือดร้อนตามหมวดหมู่ถ้าไม่เข้าหมวดหมู่ฎีกาของเราก็อาจจะไปไม่ถึงไหน

ส่วนคนที่เขียนก็จะต้องเขียนให้มันถูกต้องตามราชการกำหนดต้องรู้ตัวเองว่าเรืองจองตนเป็นเรื่องที่เดือดร้อนจริงๆถึงจะต้องแจ้งใครแจ้งแล้วราชการบอกว่าเป็นความเท็จคนแจ้งก็จะมีโทษไปอีกแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเขียนอ่านไม่ได้ต้องพึ่งคนที่เรียกว่าพวกหัวหมอ

ซึ่งเป็นทนายแบบจารีต หมายถึงในยุคที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยคนที่มีความรู้เขียนหนังสือได้ในบางคนมารับจ้างทำงานคล้ายทนายนั่นเองหรือจะต้องพึ่งพาพวกผู้ใหญ่และหัวหน้าชาวนาเพื่อเขียนฎีกาขึ้นมา

ซึ่งมันไม่มีอะไรรับประกันว่าปัญหานั้นจะได้รับการตอบสนองจากผู้มีอำนาจประกอบกับในยุคนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าราชการหน่วยงานไหนทำนโยบายพัฒนาการเกษตรยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าธนาคารเพื่อการเกษตรที่คอยให้เกษตรกรกู้เงินเพื่อการประกอบอาชีพแบบในปัจจุบันแต่กลับมีภาษีอากรจำนวนมากและทับซ้อนกันเอง เช่น มีอากรค่านาข้าว อากรนาเกลือ มีอากรสมพัตสร เป็นภาษีต้นไม้ที่ให้ผลผลิตและถึงจะเป็นช่วงที่เลิกทาสมานานแล้วมีการยกเลิกค่าส่วยแต่ในยุคสยามใหม่นี้

ได้มีการเก็บเงินค่าที่เรียกว่า เงินรัชชูปการตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่6เป็นเงินอากรแบบหนึ่งที่ต้องจ่ายเกือบทุกคนยกเว้นอาชีพทางศาสนาทหาร ตำรวจ กำนัน ผุ้ใหญ่บ้าน และ คนที่ “ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า” ให้ไม่ต้องเก็บ

โดยเขียนกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าชายฉกรรจ์อายุ18-60ปีต้องจ่ายเงินถวายหลวง6บาทต่อปีคล้ายกับส่วยที่ต้องจ่ายถ้าไม่มาเกณฑ์เป็นทหารหรือเป็นแรงงาน

ซึ่งมันก็คือส่วยเหมือนสมัยก่อนนี่เองและด้วยความที่เป็นกฎหมายในสมัยก่อนก็ไม่มีการเขียนขยายความว่าชายฉกรรจ์ที่ว่าหมายถึงผู้ชายทุกคนหรือเปล่าปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ในฐานที่เข้าใจกันเองและไม่ว่าจะสมัยไหนชาวนาก็จะมี3แบบด้วยกันก็คือ หนึ่ง ชาวนาที่มีนาเป็นของตัวเอง สอง ชาวนาที่เช่านาเขาทำซึ่งได้มีจำนวนมากกว่าแบบแรก และ แบบที่สามก็คือ คนที่เช่านาไม่ไหวอาจจะเพราะนาล่มหรือขาดทุนมากเกินไปก็คือชาวนาที่ไม่มีอะไรเลยพอไม่มีเงินจะเสียภาษีสิ่งที่รัฐสยามจัดการกับคนที่ไม่มีเงินจ่ายภาษีก็คือยึดที่ดินขายทอดตลาด

ถ้าไม่มีจริงๆก็จะจับไปทำงานโยธาและคิดค่าแรงแทนจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้จ่าย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

ประวัติวัดห้วยลึก

วันนี้เราก็จะมาพูดถึงในสถานที่หนึ่ง ซึ่งเจ้าสถานที่แห่งนี้หากทุกคนได้ขับรถมาจากกรุงเทพลงใต้หรือว่าจากทางภาคใต้ขึ้นมาทางกรุงเทพก็จะพบเห็นกับสิ่งๆนี้จะตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั่นเอง นั่นก็คือ หงส์สีทองขนาดใหญ่ของวัดห้วยลึก นี้เอง 

ซึ่งเจ้าหงส์ตัวนี้ก็ได้มีประวัติความเป็นมาที่หลากหลายเอามากๆเลยและวันนี้เราก็ได้ไปหาข้อมูลเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับตำนานหงส์สีทองตัวนี้เอามาให้ทุกคนได้อ่านกันแต่เราต้องขอบอกก่อนเลยว่าต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านให้ดีๆเพราะเรื่องเหล่านี้มันเป็นเพียงเรื่องเล่าต่อกันมามันๆม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้มันจะเป็นเรื่องจริง

โดยที่เริ่มแรกเลยเราก็จะพูดถึงในส่วนของเรื่องในความเป็นมาของอวัดห้วยลึกกันก่อนเลยว่า ในอดีตของวัดห้วยลึกตั้งอยู่ที่บ้านห้วยลึกตําบลนาหูกวาง อําเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่30มิถุนายน 2523 เดิมที่แล้วก่อนที่จะมาเป็นวัดห้วยลึก สถานที่แห่งนี้เคยเป็นสำนักสงฆ์ที่มีชื่อว่าสำนักสงฆ์ห้วยหงส์ 

ซึ่งจุดเด่นของวัดนั้นก็จะมีหงส์ตัวขนาดใหญ่ที่ได้ตั้งอยู่ตรงหน้าวัดนี่แหละ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าหงส์ตัวขนาดใหญ่นี้มันอาจจะมีความสอดคล้องกับชื่อสำนักสงฆ์ในอดีตหลายๆคนที่ได้ขับรถไปเส้นเพชรเกษมเพื่อที่จะลงใต้หรือจากทางใต้ขึ้นมาก็จะยึดเอาสงห์นี้เป็นจุดที่ใครหลายๆคนเรียกกันว่าประตูสู่แดนใต้เพราะ

เนื่องจากว่าถนนเส้นนี้ได้มีความยาวมากถ้าใครได้เคยลองขับรถลงใต้ก็จะรู้เลยว่าถนนเส้นนี้มันมีความยาวมากๆและหงส์ของวัดห้วยลึกมันก็จะเป้นจุดเด่นอีกสำคัญหนึ่งที่คอยบอกกับนักเดินทางว่าใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของถนนเพชรเกษมแล้วแต่ถ้าผ่านไปผ่านมาในช่วงกลางคืนก็อาจจะหลอนได้เพราะว่าสงห์สีทองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมถนนเลย

เนื่องจากในอดีตสงห์ตัวนี้มันไม่ได้ถูกสร้างอยู่ที่ริมถนนตรงนี้แต่ว่ามันได้ถูกสร้างอยู่ห่างไกลจากริมถนนที่จริงถนนเส้นที่อยู่หน้าวัดห้วยลึกหรือตำแหน่งที่ตั้งสงห์เป็นตำแหน่งที่สร้างถนนขึ้นมาใหม่จึงทำให้สงห์ได้อยู่ใกล้ืกับถนนสงห์มันไม่ได้เดินแต่ทว่าถนนนั้นมันสร้างเข้ามาหารูปปั้นหงส์เอง

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องหลอนในตำนานของสงห์ตัวนี้เราบอกเอาไว้เลยว่ามันก็อาจจะทำให้คุณหลอนพอสมควรเลยก็ว่าได้และเป็นเรื่องที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าสืบต่อกันๆมาจากรุ่นสู่รุ่น

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

ประวัติศาสตร์ของสงครามโลกสมัยพระเจ้าKing George vi ที่6

สงครามโลกครั้งที่2 ถือได้ว่าเป็นการกระทำทางทหารที่ได้มีการสร้างความเสียหายครั้งที่ใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมันได้กินระยะเวลามาประมาณ6ปีที่ได้ฆ่าเอาชีวิตของผู้คนด้วยปอกกระสุนในการสังหารหมู่ในความหิวโหยโรคภัยไข้เจ็บและอาวุธมหา ปะไรกว่า80ล้านคนและความเจ็บปวดก็ได้แผ่ไปทั่วทุกตารางนิ้วนอกจากนี้ทางด้านเศรษฐกิจมันได้กลับเข้าสู่ในยุคมืด

ซึ่งมันจะทำให้ประชากรได้หมดขวัญกำลังใจและมันยังได้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต่างก็ได้หาความหมายของการเป็นมนุษย์มากที่สุดนอกจากนี้ยังได้มีผู้กำกับมากหน้าหลายตาต่างก็ได้นำเอาเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่2ได้นำเอามาถ่ายทอดในมุมมองที่มันแตกต่างกันออกไปบ้างก็ได้ชักจูงในส่วนของความคิดบ้างก็เพื่อความบันเทิงบ้างก็ได้แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามบ้าง

ก็ยกย่องนักรบที่สู้ตายอย่างไม่ถอยจนกว่าชัยชนะจะบังเกิดวันนี้เราจะขอพาทุกคนทบทวนประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่2ที่ได้ผ่านภาพยนตร์หลากหลายลดชาติเพื่อต้อนรับการมาของDarkest Hourเป็นชั่วโมงพลิกโลกภาพยนตร์ชีวประวัติสุดระทึกที่จะเผยช่วงเวลาฮิตที่สุดของWinston Churchillชายผู้ที่ได้อยู่ที่เบื้องหลังและยังได้ถูกยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้ที่พลิกเกมสงครามให้ฝ่ายสัมพันธมิตรคว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในดลก

1กันยายน 1939 หลังจากการขึ้นครองราชของสมเด็จKing George vi ที่6แห่งสหราชอาณาจักรไปได้3ปีระบอมนาซีของฮิตเลอร์ได้ทวีคูณความรุนแรงได้รุกลานไปถึงประเทศโปรแลนด์ส่งผลให้รัฐบาลอังกษฤต้องยื่นคำขาดให้เยอรมันถอนทัพออกจากพื้นที่ในทันทีแต่มันก็ไร้สิ่งในการตอบรับจึงทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรจะต้องประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนีในวันที่3กันยายน

ในช่วงเวลาที่มืดมนเช่นนี้ประชาชนต่างก็ขวัญเสียและต้องการกำลังใจเป็นที่สุดหน้าที่จึงตกเป็นของประมุขที่จะต้องรับภารกิจกล่าวปลอบประชาชนให้ได้ลุกขึ้นมายืนยัดเคียงข้างในภาวะของสงครามแต่ในการที่จะพูดปลุกใจนั้นมันกลับไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยสำหรับสมเด็จพระเจ้าKing George vi ที่6เพราะพระองค์ไม่สามารถที่จะกล่าวสุนทรพจน์ได้อย่างชัดถ่อยชัดคำ เนื่องจากท่านทรงพระประชวรด้วย

โรคติดอ้างพูดไม่เป็นประโยคทุกครั้งที่ต้องอยู่ต่อหน้าผู้คนหรือในสถานการณ์ที่ตื่นเต้นThe Kings Speechสมเด็จพระเจ้าKing George vi ที่6จะต้องเขาชนะด้วยตัวของพระองค์เองเพื่อที่จะต้องรักษาอาการพูดติดอ้างให้ได้ด้วยพระองค์นั้นได้รับความช่วยเหลือจากนักแก้ไขในการพูดอย่างLionel Logueด้วย

วิธีที่สุดแปลกและดูเป็นกันเองตั้งแต่ก่อนที่พระองค์จะทรงขึ้นครองราชอย่างคาที่ประเทศต้องตกอยู่ในภาวะของสงครามมิตรภาพต่างชนชั้นแบบไร้เส้นแบ่งจึงได้เกิดขึ้นและด้วยแรงสนับสนุนจากหลายๆฝ่ายทางครอบครัวรัฐบาล

 

สนับสนุนโดย  ติดต่อ entaplay

ประวัติการเกิดของพระพุทธเจ้า

       พระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาของศาสนาพุทธคนไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาพุทธเป็นหลักดังนั้นเราจึงควรต้องเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้าเอาไว้บ้างโดยปกติแล้วประวัติของพระพุทธเจ้านั้นมักจะมีการทำเป็นบทเรียนให้กับเด็กนักเรียนได้ศึกษาข้อมูลแบบคร่าวๆอย่างไรก็ตามวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความเป็นมาในช่วงตอนที่พระพุทธเจ้าเกิด

ซึ่งแต่เดิมนั้นก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเกิดนั้นพ่อแม่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองเมืองกบิลพัสดุ์อยู่พ่อของพระพุทธเจ้านั้นชื่อว่าพระเจ้าสุทโธทนะและแม่ของพระพุทธเจ้านั้นชื่อว่าพระนางสิริมหามายาทั้งสองพระองค์นั้นต่างก็รักใคร่กันดีและปกครองบ้านเมืองด้วยดีเสมอมาอย่างไรก็ตามในช่วงที่พระนางสิริมหามายานั้นได้ทรงพระครรภ์พระองค์ได้มีการฝัน

ซึ่งในฝันของพระองค์นั้นพระองค์เห็นว่ามีช้างซึ่งเป็นสีขาวซึ่งเรามักจะเรียกกันว่าช้างเผือกโดยระบุว่าช้างเผือกนั้นมีทั้งหมดด้วยกัน 3 คู่ในฝันนั้นพระนางสิริมหามายาเห็นว่าช้างเผือกทั้ง 3 คู่นั้นได้ตรงเข้ามาที่ท้องของพระองค์หลังจากที่พระนางสิริมหามายาตื่นขึ้นก็ได้ส่งเล่าเรื่องนี้ให้กับพระสวามีได้ฟัง

ซึ่งวันรุ่งขึ้นก็ได้มีการเชิญโหราจารย์มาทำนายดวงชะตาความฝันให้กับพระนางสิริมหามายาซึ่งหนหลวงก็ได้บอกกับพระนางสิริมหามายาว่าพระนางนั้นจะได้บุตรซึ่งเป็นบทที่มีบุญญาธิการเป็นอย่างมากโดยบุตรของพระนางนั้นจะมีชื่อเสียงโด่งดังก้องโลกแต่ต้องเลือกเอาว่าบุตรนั้นจะเลือกมีชื่อเสียงทางด้านไหนหากต้องการมือชื่อเสียงทางด้านโลกเจ้าชายองค์น้อยก็จะกลายเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมีความเก่งกาจสามารถเอาชนะกับศัตรูภัยพาลได้และเป็นกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก

ให้คนร่ำลือกันสืบต่อนานเท่านานแต่ถ้าหากว่าพระโอรสนั้นเลือกที่จะมีชื่อเสียงด้านทางธรรมก็จะกลายเป็นพระพุทธเจ้าที่มีคนสรรเสริญเยินยอและมีคนนับถืออย่างไรก็ตามทางด้านพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาต้องการให้พระโอรสที่เกิดมานั้นเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทางด้านในโลกเพราะฉะนั้นตั้งแต่ตอนที่ตั้งครรภ์พระองค์ก็มักจะดูแลประคบประหงมโอรสในครรภ์เป็นอย่างดี

และตอนที่พระพุทธเจ้าได้เกิดออกมานั้นเป็นช่วงจังหวะที่พระนางสิริมหามายานั้นเสด็จไปบริเวณสวนลุมพินีวันพอดีซึ่งในขณะนั้นพระองค์ได้ประทับอยู่ตรงบริเวณใต้ต้นสาละ ทำให้พระพุทธเจ้านั้นได้เกิดมาใต้ต้นสาละนั่นเองและมีตำนานพูดถึงเรื่องของการเกิดของพระพุทธเจ้าในช่วงนั้นด้วยว่าพระพุทธเจ้าเกิดมาปุ๊บก็สามารถเดินได้ทันทีโดยพระพุทธเจ้านั้นสามารถเดินได้ 7 ก้าวด้วยกันในครั้งแรกที่เกิดขึ้นมาเลยอีกทั้งยังมีการเล่าลือกันด้วยว่าทุกย่างก้าวที่พระพุทธเจ้าเดินนั้นจะมีดอกบัวมารองรับที่ฝ่าเท้าทุกครั้งซึ่งนี่คือเรื่องราวประวัติการเกิดของพระพุทธเจ้าที่เราจะสามารถศึกษาได้ในบทเรียนของเด็กชั้นประถม

 

สนับสนุนโดย  รหัสคูปอง rb88