ผู้เขียน: admin

ตำนานความเชื่อพญานาคในประเทศไทย

สำหรับเรื่องของ ความเชื่อพญานาค ในประเทศไทยก็ได้มีอยู่หลายตำนานเช่นกันและตำนานที่โด่งดังมากที่สุดในประเทศไทยนั่นก็คือพญาศรีสุทโธนาคราชนั่นเองโดยพญาศรีสุทโธนาคราชกำเนิดในตระกูลเอราปถร่างกายจะเป็นสีเขียวพระนาภีและเศียรจะเป็นสีทองและมีเศียรเดียว

โดยพญานาคนี้จะมีเศียรมากกว่าหนึ่งเศียรตามบารมีและชั้นยศและนาคที่มีเศียรมากที่สุดก็คืออนันตนาคราชได้มีเศียรถึงหนึ่งพันเศียรและมีลำตัวยาวเป็นอนัน

ซึ่งพญาศรีสุทโธนาคราชเป็นพญานาคที่เป็นใหญ่ในแทบพื้นที่ประเทศไทยแต่ถือกำเนิดในตระกูลนาคธรรมดาที่ไม่ได้เป็นกษัตริย์โดยเป็นพระโอรสของพญานาโคศิรินาคราชและนางพญาศรีนคราบาดาลหรือแม่ย่าสีเมืองนั่นเองโดยมีพรหมประกายโลกหรือวังนาคินคำชะโนดที่จังหวัดอุดรธานีเป็นังเวียงที่ประทับนั่นเอง

นอกจากนี้ได้เชื่อกันว่าเป็นพญานาคประจำองค์ท้าวสักกะหรือศักระโดยพญาศรีสุทโธนาคราชนี้ได้มีพระมเหสีถึง7พระองค์และหนึ่งในนั้นก็คือองค์พญานาคีณีศรีปทุมมาวิสุทธิเทวีโดยได้ถือกำเนิดในตระกูลเอราปถเช่นเดียวกันและมีพระวอระกายเป็นสีเขียวตองอ่อนมทีพระนาภีและพระเศียรเป็นสีทองเช่นกันและมีพระอนุชาชื่อว่าพญาสีสุธาโพทโดยพญาศรีสุทโธนาคราชก็ได้มีตำนานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำสำคัญสองสายของประเทศไทยคือแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่าน

ดังนี้เราจะสรุปโดยสั้นให้ได้อ่านกันครั้งก่อนโดยพญาศรีสุทโธนาคราชได้ครองเมืองหนองกระแสครึ่งนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็นพญานาคที่ชื่อว่าพญาสุวรรณนาคราชโดยทั้งสองมีบริวานฝ่ายละ5,000เท่ากันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยได้มีข้อตกลงอยู่หนึ่งข้อสำคัญนั่นก็คือถ้าอีกฝ่ายหนึ่งได้ออกไปล่าเนื้อหาอาหารอีกฝ่ายหนึ่งต้องไม่ออกไปเพราะอาจจะเกิดความทะเลาะกันได้

เมื่อได้หาอาหารมาแล้วให้นำเอาอาหารที่หามาได้นั้นเอามาแบ่งให้เท่าๆกันแต่มาวันหนึ่งได้เกิดปัญหาขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งอาหารปันส่วนโดยได้คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งคิดไม่ซื่อไม่ปฏิบัติตามสัญญาจึงเกิดการแตกหักทะเลาะกันถึงขั้นก่อสงครามกันเลย

ซึ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ได้รู้ไปถึงพระอินทร์จากนั้นพระอินทร์จึงได้เสด็จลงมาจากชั้นสวรรค์ดาวดึงและได้ตรัดองค์การกับนาคทั้งสองฝ่ายเพื่อให้หยุดทำการรบกันโดยพระอินทร์ได้ตัดสิทธิให้ทั้งสองฝ่ายเสมอกันและได้สั่งให้มาช่วยกันสร้างแม่น้ำกันคนละสายโดยใครที่สร้างแม่น้ำไปถึงทะเลได้ก่อนพระอินทร์จะให้ปลาบึกไปอยู่มรแม่น้ำสายนั้นและบ่งเขตแดนโดยเอาดงพญาไฟมาเป็นเขตกั้น

 

สนับสนุนโดย.  สูตรหวยยี่กี หวยดี

The Bloop ได้มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลกเราหรือไม่ ?

The Bloop ได้มีตัวตน ซึ่งเสียงของThe Bloopเราก็ได้ไปหาข้อมูลมาแล้วก้หลักฐานต่างๆมาและเสียงที่ได้มีการตรวจพบได้นั้นมันเป็นเสียงของThe Bloopหรือสิ่งมีชีวิตหรืออะไรสักอย่างที่มันได้อยุ่ใต้ท้องทะเลและปล่อยคลื่นเสียงนี้ออกมาและคลื่นเสียงนี้มันได้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2540และได้ถูกถกเถียงกันมาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เจ้าเสียงนี้มันคืออะไรกันแน่

เนื่องจากนี้จากการที่เราไปหาข้อมูลมาปรากฏว่าเราได้ทฤษฎีหลักๆมาอยู่สองทฤษฎีด้วยกันโดยทฤษฎีตรงนี้ขออธิบายแต่ละทฤษฎีให้ได้อ่านกันและจะอธิบายให้เห็นภาพในแต่ละทฤษฎีโดยทฤษฎีแรกที่เขาตั้งกันนั่นก็คือคลื่นเสียงนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์

ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้ที่เราได้ไปหามาเขาได้คาดการณ์กันว่าเจ้าเสียงThe Bloopมันคือคลื่นเสียงที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์อาจจะด้วยจุดประสงค์จุดประสงค์หนึ่งแต่ถ้าเรามองในยุคเวลาในตอนนั้นที่มันเป็นปลายสงครามโลกหรือสิ้นสุดสงครามโลกไปแล้วแต่มันก็ยังมีสงครามเล็กสงครามน้อยกันอยู่มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นคลื่นเสียงรบกวนเพื่อก่อกวนเพื่อหลอกล่อให้สัตรูเข้าใจผิดก็เป็นได้

นอกจากนี้เราถามว่ามันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้แต่ตรงนี้มันได้มีข้อจำกัดอยู่หนึ่งอย่างนั่นก็คือคลื่นเสียงที่เราพูดถึงตรงนี้เขาบอกว่ามันมีนัยการกระจายเสียงมากกว่า5,000กิโลเมตร

เพราะฉะนั้นแล้วมันจะมีอะไรสักอย่างในยุคเมื่อประมาณ20ปีที่แล้วที่จะสามารถส่งคลื่นเสียงที่ดังได้ขนาดนี้และไกลได้ขนาดนี้ตรงนี้เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้แต่มันก็เป็นอีกทฤษฎีที่มีคนตั้งมันขึ้นมาและมีคนสนใจอยู่พอสมควรส่วนทฤษฎีที่สองมันคือทฤษฎีที่คนได้เชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้มากที่สุดนั่นก็คือคลื่นเสียงThe Bloopเกิดจากที่ก้อนน้ำแข็งหรือ๓เขาน้ำแข็งในทะเลเลื่อนตัวและเสียดสีกัน

ดังนั้นในทฤษฎีนี้เราต้องขอบอกก่อนว่าถ้าจะให้อธิบายให้ละเอียดมันค่อนข้างที่จะลึกมากแต่ถ้าเกิดอธิบายให้คุณผู้ชมเข้าใจได้ง่ายขึ้นคุณลองนึกสภาพมีรถสองคันมันได้ถูกันใกล้ๆมันจะมีเสียงที่เกิดจากการเสียดสีกันขึ้นมาแน่นอนแล้วว่าเหตุการแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกที่แม้แต่ในภูเขาน้ำแข็งก็เช่นกัน

เนื่องจากนีเขาก็เลยคาดการณ์กันว่าเสียงThe Bloopนี้มันน่าจะเกิดมาจากการที่ว่าภูเขาน้ำแข็งหรือว่าก้อนน้ำแข็งสองก้อนมันได้เสียดสีกันจนทำให้เกิดเสียงออกมาในระยะกว้างมากๆและกลายมาเป็นเสียงแบบที่เราได้ยิน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    wm gaming

ตำนานพญานาคกับครุฑ

สำหรับพญาครุฑนอกจากจะปรากฏตัวอยู่บนพาสปอร์ตแล้วก็ตราต่างๆของทางราชการแล้วมันก็ยังได้ไปโผล่ในอีกหลายๆที่เลยที่เกี่ยวข้องกับพวกศาสนาความเชื่อแล้วก็อะไรต่างๆถึงแม้ว่าพญาครุฑอาจจะไม่มีความฮิตเท่ากับพญานาคก็ตามแต่เราก็จะเห็นได้ว่าบางทีพญาครุฑได้มีภาพถ่ายรูปคู่กับพญานาคอีกด้วย

ซึ่งเราทุกคนได้เคยสังเกตุกันหรือไม่ว่าทำไมพญาครุฑถึงได้จับพญานาคมาทำอะไรแบบนี้ด้วย  ตำนานพญานาคกับครุฑ เรื่องนี้มันได้มีที่มาก็คือเป็นปัญหาครอบครัวล้วนๆเลยถ้าจะให้เล่าก็ต้องย้อนกลับไปถึงตำนานของทั้งสองตนนี้เลยบางตำนานมันก็ได้มีอยู่หลายฉบับมาก

ดังนั้นในแบบที่เราได้เล่าไปในวันนี้ก็อาจจะไม่ตรงในแบบที่เพื่อนๆเคยไปได้ยินมาที่อื่นคิดเสียว่าอ่านเพื่อความสนุกก็แล้วกันว่ากันว่าพญาครุฑกับพญานาคก็ได้เป็นพี่น้องต่างมารดากันโดยพ่อของเขาก็จะเป็นฤาษีที่มีชื่อว่าพระกศยปเทพบิดรท่านได้มีเมียหลายนางมากและสองคนที่ท่านได้ชอบมากก็เป็นเมียที่เป็นแม่ของพญานาคแล้วก็พญาครุฑและทั้งสองก็เป็นพี่น้องกันด้วย

แม่ของพญาครุฑมีชื่อว่านางวินตา

ส่วนแม่ของนางพญานาคนั้นเราจำชื่อไม่ได้เราจะของเรียกชื่อเล่นเอาแล้วกันและแม่ของทั้งพญานาคและพญาครุฑด้วยความที่ว่ามีสามีคนเดียวกันก็เลยเกิดความอิจฉาตีกันเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนละครไทยน้ำเน่าที่มีทั่วไป

นอกจากนี้เรื่องมันก็ได้มาลงเอยที่ว่าแม่ทั้งสองตนนี้ที่กำลังจะมีลูกพร้อมๆกันและในเวลานั้นสามจึงได้ให้พรถ้าใครเคยอ่านวรรณคดีอินเดียหรือฟังเรื่องเกี่ยวกับอินเดียก็จะรู้แล้วว่าเมื่อไรที่เห่ล่าเทพอินเดียให้พรมันก้จะเป้นจุดเริ่มต้รของเรื่องวิบัติทุกครั้ง

เนื่องจากนี้เองแม่ของพญานาคก็ได้ขอพร

ด้วยความอิจฉาขอให้มีลูกเยอะๆให้เยอะกล่าวพญาครุฑอีกส่วนแม่ของครุฑเมื่อได้เห็นแบบนี้แล้วก็ไม่ขออะไรเยอะของลูกเพียงแค่สองตนพอแต่ขออำนาจที่หลากหลายที่ใครจะมาคิดทำร้ายก็ขอให้ทำไม่ลงจากนั้นพรของทั้งสองก็เกิดผล

ซึ่งแม่ของพญานาคต่อมาก็ออกลูกมาเป็นพันเลยส่วนแม่ของพญาครุฑก็ออกลูกมาเป็นไข่สองฟองโดยไข่ของแม่พญานาคที่ออกก็เป็นไข่ที่หลากหลายสีมากพอถึงเวลามันก็จะฟักออกมาททีละฟองและใบแรกที่ฟักออกมานั้นจะมีหัวหลายพันหัวและมีร่างกายที่ยาวมากหลงจากนั้นก็ตามมาด้วยนาคต่างๆอีกหลายตัวที่ฟักตามมา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  หวยออนไลน์บาทละ 1000

ประวัติความเป็นมาของวัดท่าไม้  จังหวัด สมุทรสาคร 

          เชื่อว่าสำหรับคนที่ชื่นชอบการทำบุญไหว้พระจะต้องรู้จักวัดท่าไม้กันเป็นอย่างดีแต่บางคนอาจจะไม่รู้ประวัติความเป็นมาของวัดท่าไม้ว่ากว่าจะมาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นสถานที่ให้ชาวบ้านได้ทำบุญกราบไหว้เป็นพื้นที่พักพิงทางใจของชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้วัดท่าไม้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร  ความเป็นมาของวัดท่าไม้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำประวัติความเป็นมาของวัดท่าไม้ให้ทราบกัน

        ตามข้อมูลประวัติของทางวัดนั้นแต่เดิมวัดท่าไม้นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นวัดมาก่อนแต่เดิมที่นี่นั้นเป็นเพียงแค่สำนักสงฆ์เท่านั้นและผู้ที่สร้างสำนักสงฆ์แห่งนี้ขึ้นมานั้นก็คือพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ชื่อว่ายอดชายด้วยเพื่อส่งรูปนี้นั้นเดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเดิมทีนั้นพระสงฆ์ยอดชายจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองพันเท้าหลังจากนั้นก็ได้มีการเดินธุดงค์มาเรื่อยเรื่อยเพื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วก็ไม่เจอพื้นที่ในจังหวัดสมุทรสาครแห่งนี้

           หลังจากนั้นพระสงฆ์ยอดชายก็มีความรู้สึกว่าประชาชนที่จังหวัดสมุทรสาครนี้

ไม่มีสถานที่ที่จะนั่งปฏิบัติธรรมซึ่งหลังจากที่พระสงฆ์ยอดชายได้มีการคุยกับชาวบ้านแล้วก็รู้สึกว่าชาวบ้านนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาหลังจากนั้นก็ส่งยอดชายจึงมีแนวความคิดอยากจะสร้างสถานปฏิบัติธรรมขึ้นมาในจังหวัดสมุทรสาครโดยชาวบ้านที่เคยมากราบไหว้และใส่บาตรกับพระสงฆ์ยอดชายนั้นก็มีการสนับสนุนอยากจะให้พระสงฆ์ยอดชายนั้นสร้างวัดขึ้นมาเพื่อที่ชาวบ้านจะได้มาทำบุญได้

         ความเป็นมาของวัดท่าไม้ ดังนั้นด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านและพระภิกษุสงฆ์ยอดชายจึงได้มีการร่วมกันก่อสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นมาโดยตั้งชื่อสำนักสงฆ์ครั้งแรกว่าโพธิ์ธรรมรังสีซึ่งการก่อสร้างครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2520 หลังจากที่ก่อตั้งเป็นสำนักสงฆ์แล้วก็มีชาวบ้านให้ความสนใจเป็นอย่างมากวันหยุดก็จะมานั่งปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์แห่งนี้นอกจากนี้ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านก็มีการบริจาคที่ดินและมีการซื้อที่ดินบริจาคเพื่อให้สำนักสงฆ์มีการขยายพื้นที่

    โดยมีคนบริจาคที่ดินให้สำนักสงฆ์แห่งนี้ถึง 2 ไร่ในขณะที่มีการซื้อที่ดินเพิ่มให้อีก 4 ไร่

ทำให้สำนักสงฆ์แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางสามารถสร้างทั้งศาลาท่าน้ำและยังมีศาลาเอนกประสงค์รวมถึงมีกุฏิเจ้าอาวาสมีบ่อน้ำบาดาล  หลังจากที่มีการเปิดเป็นสำนักสงฆ์ได้ประมาณ 7 ปีก็มีการขออนุญาตเปลี่ยนจากสำนักสงฆ์มาเป็นวัดท่าไม้แทนซึ่งได้มีการบูรณะซ่อมแซมสำนักสงฆ์ขึ้นมาใหม่ก่อสร้างอาคารต่างๆกุฏิต่างๆมากมายและถูกบรรจุให้เป็นวัดเมื่อประมาณวันที่ 28 เดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2532 นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  hiallbet

ตำนานอาถรรพ์ของวิหารกระดูก ที่เมือง อีโวรา  ประเทศโปรตุเกส 

                สำหรับตำนาน อาถรรพ์ของวิหารกระดูก เรื่องราวความน่ากลัวและอาถรรพ์ของวิหารที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่ในขณะนี้เป็นวิหารเก่าแก่ซึ่งถูกสร้างมาแล้วหลายร้อยปีโดยวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศโปรตุเกส  ในปัจจุบันวิหารแห่งนี้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปประเทศโปรตุเกสต่างก็ต้องพากันแวะเวียนเข้าไปเพื่อชมความแปลกประหลาดพิสดารของวิหารแห่งนี้ด้วยกันทุกคน

        สำหรับวิหารที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้อยู่ที่เมืองอีโวรา  วิหาร  อาถรรพ์ของวิหารกระดูก  แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นว่ากันว่าสร้างตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 15   และที่สร้างความแปลกประหลาดและความน่ากลัวรวมถึงมีเรื่องราวอาถรรพ์เกิดขึ้นกับวิหารแห่งนี้นั่นก็เพราะว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากกระดูกของคน  โดยตำนานบอกว่ามีคนมากกว่า 5 พันคนด้วยการที่เสียชีวิตแล้วถูกนำกระดูกมาสร้างเป็นวิหารแห่งนี้ขึ้นมาดังนั้นวิหารแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่าวิหารกระดูกนั่นเอง

      นอกจากวิหารกระดูกจะมีกระดูกคนตายมากกว่า 5000 คนถูกนำมาสร้างเป็นวิหารแห่งนี้แล้วว่ากันว่าภายในวิหารนั้นยังมีการนำศพของมนุษย์จำนวน 2 คนนำมาแขวนไว้ตรงที่ผนังของวิหารอีกด้านหนึ่งด้วย  ซึ่งตามตำนานได้พูดถึงจบทั้ง 2 ศพที่ถูกนำมาแขวนไว้ในวิหารถึงที่มาที่ไปของศพทั้ง 2 ศพนั้นได้ว่าในสมัยก่อนนั้น  ได้มีครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่และลูก 

         ครอบครัวนี้ผู้เป็นพ่อนั้นจะมีนิสัยดุร้ายโหดเห*้ยมชอบทำร้ายภรรยาของตนเองและเมื่อลูกชายของพวกเขาเติบโตขึ้นมาก็ได้นิสัยของผู้เป็นพ่อไปดังนั้นหญิงสาวคนเดียวซึ่งเป็นคนในครอบครัวจึงได้ถูกทั้งสามีและลูกชายทำร้ายอยู่เป็นประจำทุกวันโดยหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นเธอเป็นคนที่นับถือศาสนาคริสต์  อย่างไรก็ตามก่อนที่เธอจะเสียชีวิตเพราะถูกทำร้ายจนตายนั้นได้มีการสาปแช่งสามีและลูกของเธอเอาไว้ด้วยคำสาปแช่งของเธอนั้นระบุเอาไว้ว่าเมื่อถึงเวลาที่สามีและลูกของเธอเสียชีวิตขอให้ไม่มีแผ่นดินฝังกลบหน้าได้  

        หลังจากที่หญิงสาวเสียชีวิตได้ไม่นาน ชายทั้งสองคนก็ถึงแก่ความตาย ดังนั้นชาวบ้านจึงช่วยกันนำศพของชายทั้งสองคนไปขุดหลุมฝังศพในสุสานแห่งหนึ่งแต่เกิดเรื่องน่าประหลาดเกิดขึ้นเพราะไม่ว่าชาวบ้านสระขุดหลุมตรงบริเวณไหนก็ตามแต่เมื่อขุดลงไปก็จะเจอกับก้อนหินขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถขุดเป็นหลุมพอที่จะเอาศพลงไปฝังได้  

       เมื่อชาวบ้านไม่สามารถที่จะฝังศพของชายทั้งสองคนได้ซึ่งได้มีการนำร่างของชายทั้งสองคน  ไปที่วิหารกระดูกหลังจากนั้นก็นำซากศพของชายทั้งสองคนนั้นแขวนไว้ตรงบริเวณผนังของวิหาร  ซึ่งวิหารแห่งนี้เป็นวิหารที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระนิกายฟรานซิสกัน  โดยนักบวชภายในวิหารนั้นได้ใช้ซากศพของชายทั้งสองคนในการฝึกสมาธิของนักบวช เพื่อให้นักบวชทุกคนที่ได้เห็นซากศพนั้นเกิดการปลงนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  u12

วิวัฒนาการกับจุดเปลี่ยนต่างๆของการประปา

จุดเปลี่ยนมากมายของลักษณะในการทำงานทำให้เกิดลัทธิต่างๆลักษณะใหม่ๆของงานหรือแม้แต่จะเป็นเทคนิคต่างๆเทคโนโลยีต่างๆมากมาย

ได้ปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงมาในรูปแบบใหม่ๆการเปลี่ยนแปลงถึงวัฒนธรรมโครงสร้างการทำงานและการเปลี่ยนแปลงในเชิงการพัฒนาการทำงานต่างๆดังนี้ ซึ่งเป็นส่วนในการพัฒนาและเชิงลักษณะในการผลักดันถึงรูปแบบในการทำงานสร้างสรรค์ผลงาน

หรือไม่จะมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งแสวงหาถึงรูปแบบในการทำงานใหม่ๆต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบในการทำงานในยุคปัจจุบันนี้เองที่ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆเกี่ยวกับลักษณะในการทำงานเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิถีชีวิต

การทำงานที่มีการวิวัฒนาการตลอดเวลาต่างๆเหล่านี้เองซึ่งทำให้งานศิลปะต่างๆที่แสดงอารมณ์ถึงเรื่องราวต่างๆหรือแม้จะเป็นเอกเพรสชั่นถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆของผู้คนมากมาย อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการของสิ่งต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะโครงสร้างความเชื่อความคิดศาสนาหรือแม้จะเป็นลักษณะของ ผู้คนที่มีลักษณะในการทำงานที่แตกต่างกันการศึกษาของประวัติศาสตร์ต่างๆทำให้เกิดรูปแบบหรือผลการใหม่ๆเกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

รูปแบบงานทำงานของเสียงเท่านั้นเองเป็นส่วนสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะในการทำงานของผู้คนที่ใช้วิชาความรู้ต่างๆและการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อต่างๆมากมายนำมาเกิดงานใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้งานประติมากรรมในต่างหรือรูปแบบในการทำงานต่างๆที่บ่งชี้ถึงงานศิลปะที่ซึ่งบรรดาจิตรกรต่างๆ ได้บันดาลถึงรูปแบบงานและการเปลี่ยนแปลงทางด้านความเชื่อต่างๆของตัวเองมากมาย

อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันปรากฏให้เห็นแล้วว่ารูปแบบในการทำงานใหม่ๆเกิดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงรูปแบบต่างๆนี้เองได้เป็นส่วนที่แสดงออกถึงความเชื่อความคิดต่างๆ แล้วความคิดเห็นของสิ่งเหล่านี้เองซึ่งเป็นส่วนสะท้อนถึงความคิดริเริ่มของผู้คนโดยเฉพาะในปัจจุบันที่ความคิดริเริ่มของการวิวัฒนาการต่างๆของงานศิลปะ ที่ช่อง 7 ละครสมัยใหม่มีความต้องการในการสืบค้นหาวิธีการทำงานมากมาย หรือเป็นความคิดที่ถูกพัฒนาและเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่าง ๆ

เรายังศึกษาประวัติศาสตร์ของผู้คนในอดีตและปัจจุบันรูปแบบและความคิดต่างๆมีอิทธิพลอย่างมากต่อโครงสร้างของผู้คนในปัจจุบัน .. โครงสร้างการรับรู้ของเรื่องราวและความคิดมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามความพิเศษของศิลปะคือคนส่วนใหญ่สามารถแสดงออกถึงรูปแบบโดยการพัฒนาโครงสร้าง วิธีการทำงานของพวกเขามีมนุษย์ยุคหินไม่กี่คนทำสิ่งต่าง ๆ อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รูปแบบของเวลาของมนุษย์มีผลกระทบอย่างมากต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบันไม่ว่าจะมีการพัฒนาโครงสร้างในที่ทำงานหรือไม่ก็ตาม เพื่อพัฒนาและต่อยอดความคิดของเขาเหล่านั้นให้เป็นรูปประธรรมมากยิ่งขึ้น

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    aecasino

ประวัติศาสตร์โลก1,000ปี

เมื่อถึงในช่วง3,000ปีก่อนคริสต์ศักราชได้เกิดจักรวรรดิแรกในโลกขึ้นนั่นก็คือจักรวรรดิอัคคาเดียนของพระเจ้าซาร์กอนนั้นเอง

ซึ่งจักรวรรดินี้ก็เกิดอยู่ในอารยธรรมเมโสโปเตเมียและการเกิดจากจักรวรรดิทำให้conceptของการทหารสำคัญขึ้นมนุษย์เริ่มใช้กำลังกันแล้วก็เริ่มให้ความสำคัญกับอาวุธกับเขตแดนอะไรต่างๆหลังจากเกิดจักรวรรดิอัคคาเดียนขึ้นก็มีจักรวรรดิต่างๆผุดขึ้นตามมาเต็มไปหมดในโลกส่วนฝั่งจีนตอนนี้เริ่มเข้าสู่สมันราชวงศ์เซี่ย

ซึ่งได้เป็นราชวงศ์โบราณและตามมาด้วยราชวงศ์ชางในลำดับบต่อไป

2,500ปีก่อนคริสต์ศักราชไม่น่าเชื่อเลยว่าช่วงเวลานี้แมมมอธเพิ่งจะสูญพันธุ์2,000ปีก่อนคริสต์ศักราชชาวอารยันครองอินเดียได้ขับไล่ชาวพื้นเมืองดราวิเดียนลงใต้เกิดศาสนาพราหมณ์ฮินดูขึ้น

1,300ปีก่อนคริสต์ศักราชโมเสสได้พาชาวยิวหนีออกจากอียิปต์จากทะเลแหวกก็ตอนนี้นี่แหละ1,100ปีก่อนคริสต์ศักราชได้เกิดการใช้เหล็กแพร่กระจายไปทั่วโลกส่วนฝั่งจีนราชวงศ์ชางลงจากอำนาจและมีอีกราชวงศ์นึงขึ้นมามีอำนาจแทนนั่นก็คือราชวงศ์โจวนั่นเองอีก100ปีถัดไป1,000ปีก่อนคริสต์ศักราชได้เกิดกษัตริย์พระองค์สำคัญขึ้นในหมู่บ้านชาวยิวนั่นก็คือกษัตริย์ เดวิด แล้วก็กษัตริย์โซโลมอนและเวลาห่างกันไม่เท่าไหร่เลยแค่ประมาณ200กว่าปีเท่านั้น776ปีก่อนคริสต์ศักราช

ซึ่งได้มีการบันทึกว่าเกิดโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ซึ่งโอลิมปิกอันนั้นก็จะถือว่าเป็นโอลิมปิกสมัยโบราณ40ปีถัดมา735ปีก่อนคริสต์ศักราชได้เกิดการก่อตั้งกรุงโรขึ้นผ่านไปอีกไม่ถึง100ปี660ปีก่อนคริสต์ศักราชกษัตร์จิมมุ เขาได้เป็นกษัตริย์พระองค์แรกของญี่ปุ่นตามความเชื่อก็ขึ้นปกครองประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ต่อมา550ปีก่อนคริสต์ศักราชช่วงนี้ได้เกิดจักรวรรดิเปอร์เซีย จักรวรรดิสำคัญของโลกในช่วง500ปีก่อนคริสต์ศักราชเป็นช่วงเวลาที่อารยธรรมใหญ่ๆของโลกกำลังเฟื่อฟูสุดขีดช่วงเวลานี้เองต้องบอกเลยว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นมีเหตุการณ์สำคัญในโลกเกิดขึ้นเยอะมากเพราะถ้าเอาง่ายๆเลยในประเทศอินเดีย500ปีก่อนคริสต์ศักราชก็คือช่วงเวลาของพระพุทธเจ้าในอินเดียนั่นเอง

ดังนั้นนี่ก้คือช่วงเวลาที่การเกิดศาสนาพุทธในอินเดียพร้อมๆกับที่อาณาจักรมคธในอินเดียยิ่งใหญ่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าพิมพิสารและยังได้เกิดสิ่งสำคัญอีกสิ่งนึงในอินเดียนั่นก็คือการใช้เลขศูนย์เป็นครั้งแรกของโลกฝั่งเมโสโปเตเมียนั้นหลายคนก็นึกว่าอารยธรรมแถวนั้นล่มสลายไปแล้วแต่จริงๆแล้วมันยังอยู่พร้อมกันนี้ในจักรวรรดิโรมันก็เริ่มมีการเปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์

เพื่อมาเป็นระบอบสาธารณรัฐเป็นครั้งแรกฝั่งกรีกก็ไม่น้อยหน้าเกิดสงครามกับเปอร์เซียที่ได้เรียกว่าGreco-Persian Wars

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    ชุดตรวจ hiv

ตำนานเขาคิชกุฎคนหลงป่า

โดยข้อมูลตรงนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่าย้อนความกลับไปเมื่อปี2317ได้มีนายพราน3คนที่มีนามว่านายติ่ง นายนำ และ นายปริม ได้ขึ้นเขาคิชกุฎแห่งนี้ไปเพื่อที่จะไปหาของป่ามาทำอาหารเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเขาที่เขาต้องทำกันกันอยู่แล้วแต่ได้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นายพราน3คนนี้เขาได้ขึ้นเขาไปและพวกเขาได้หลงป่าโดยที่พวกเขางงมากว่าเขาหลงได้ยังไง

เนื่องจากว่าพื้นที่ตรงนี้เขาทำมาหากินเขาเดินออกหาของปหลายปีมากและเขาเป็นคนในพื้นที่ด้วยฉะนั้นแล้วเป็นไปได้ยากมากเลยที่เขาจะหลงป่าพวกนายพรานทั้งสามคนก็เลยลองเดินย้อนกลับไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเขาเดินไปเดินมาก็กลับมายังจุดเดิมเฉยเลย

ซึ่งตรงนี้เขาก็เริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ตรงนั้นเขาเริ่มเหนื่อยเขาก็ได้เดินพักปรากฏว่าได้มีหนึ่งในสามนายพรานนั้นได้ไปนั่งทบที่รอยพระพุทธบาทที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วและหนึ่งในนายพรานคนนั้นเขาก็ได้เจอแหวนนาคที่วางอยู่ตรงรอยพระพุทธบาทด้วย

นอกจากนี้ในเวลานั้นเองนายพรานคนนั้นเขาก็ได้เห็นแหวนนาคตรงนี้เขาก็เลยคิดว่าพื้นที่ตรงนี้น่าจะมีสมบัติก็เลยได้ทำการขุดลงไปเรื่อยๆปรากฏว่าสิ่งที่เขาพบเจอนั่นก็คือรอยเท้ามนุษย์ขนาดยักษ์ที่ววางอยู่ตรงน่าเขานั่นเอง ซึ่งตรงนั้นตามข้อมูลเขาได้บอกกเอาไว้ว่า

นายพรานทั้งสามคนนี้เขาไม่มีความรู้เลยว่าสิ่งนี้คือรอยพระพุทธบาทเขาได้แต่เพียงคิดแค่ว่านี่คือรอยเท้ามนุษย์ขนาดยักษ์และด้วยความเชื่อของคน ณ ปัจจุบันตอนนั้นเขาก็เลยคิดว่านี่น่าจะเป็นรอยเท้าของผู้น่าสูงส่งเขาก็เลยได้ทำการกราบไหว้และได้ขอขมาสิ่งที่พวกเขาได้กระทำลงไปไม่ว่าจะเป้นทั้งการหยิบแหวนนาคขึ้นมา

เพื่อที่จะเก็บไปเป็นสมบัติของตัวเองการขุดพื้นที่ตรงนี้นเพื่อที่จะหาสมบัติเพิ่มเติมพวกเขาทั้งสามคนจึงรีบขอขมาตรงนั้นทันทีเพราะเขาคิดว่าพวกเขาได้ทำผิดไปแล้วปรากฏว่าหลังจากที่พวกเขาได้ขอขมาไปนั้นก็เกิดฟ้าผ่าลงมาอย่างแรงในช่วงกลางวันและพวกเขาก็ได้เดินออกจากจุดนั้นมาหลังจากนั้นพวกเขาก็สามารถเดินออกมาจากวงกตเขาที่พวกเขาหลงได้นั่นเอง

ซึ่งตรงนี้ก็ได้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับตำนานของเขาคิชกุฎนั่นเองและอีกเรื่องก็คือการพบเปรตของพระโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้าที่ยังคงเป็นตำนานอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

สนับสนุนโดย.    สล็อตฝากขั้นต่ำ 20 บาท

ความเชื่อที่คนเรามักจะคิดไปเอง

บนโลกของเราใบนี้นั้นมีอะไรหลายๆอย่างที่มักจะทำให้คนเรามีความคิดที่แตกต่างกันไป ซึ่งความคิดแต่ละคนก็ของใครของมัน แต่ความคิดที่มักจะเผยแพร่ออกมาด้วยความรู้ที่ผิดๆ นั้น เมื่อเราได้ยินหรือได้ฟังแล้วก็ควรที่จะต้องนำมาวิเคราะห์กันให้ดีว่าสิ่งที่ฟังมาหรือได้ยินมานั้น เป็นความเชื่อที่เรานำมาเชื่อกันได้หรือเปล่า เช่น

ความเชื่อที่ว่าหากโดนงูกัด ให้ใช้ปากดูดพิษออกไป ซึ่งความเชื่อประเภทนี้มักจะเป็นความเชื่อของคนที่ดูละครกันมักไป เพราะชีวิตเราไม่ใช่ละครนะ หลายๆเรื่องในละครเมื่อมีคนโดนงูกัด จะเห็นว่าคนที่มาช่วยเหลือมักจะเอาปากมาดูดพิษออกจากแผลที่โดนกัน นั่นจึงทำให้หลายคนมักจะเชื่อว่าถ้าเจอคนโดนงูกัดแล้ว หากช่วยด้วยวิธีนี้จะทำให้พิษออกจากร่างกายของคนที่ถูกงูกัด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว

หากทำวิธีนั้นกันจริงๆ ไอ้คนที่เอาปากไปดูดพิษนี่แหละจะโดนพิษงูเล่นงานแถทน เพราะว่าพิษงูก็จะซึมเข้าปากเราแทน ไปพร้อมกับแบคทีเรียที่อยู่บนปากแผลของคนที่โดนงูกัน ซึ่งวิธีการปฐมพยาบาลในความเป็นจริงแล้วนั้น การที่เราเจอคนที่ถูกงูกันนั้น เราต้องให้ตำแหน่งของอวัยวะที่ถูกงูกัดอยู่ต่ำกว่าหัวใจ เช่นหากงูกันบริเวณมือก็ทำให้มือห้อยลงต่ำ จากนั้นก็รีบส่งโรงพยาบาลทันที

ความเชื่อที่ห้ามปลุกคนเดินละเมอให้ตื่น ซึ่งเป็นความเชื่อของคนโบราณว่าหากมีการปลุกคนให้ตื่นต้องที่เดินละเมอแล้วนั้น จะทำให้วิญญาณออกจากร่าง ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ผิดๆ หรือบางทีก็คิดกันไปว่า หากปลุกคนเดินละเมอก็จะทำให้หัวใจวาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น ทางวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า การปลุกให้คนที่นอนเดินละเมอนั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำเพราะเราไม่รู้ว่าเค้าอาจจะเดินไปชนของอะไรได้รับบาดเจ็บ แถมยังไม่ได้เป็นการทำให้เค้าเป็นอันตรายใดๆ อีกด้วย

ความเชื่อที่ว่าห้ามถอนผมหงอก เพราะยิ่งถอนนั้นหงอกก็จะยิ่งขึ้น แปลกแต่จริงที่คนเรามีความเชื่อนี้ขึ้นมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย เนื่องจากว่ารากเส้นผมของเราหนึ่งรากนั้น มันขึ้นได้เพียงแค่หนึ่งเส้นต่อหนึ่งรากเท่านั้น เรียกว่ารากใครก็รากมัน ไม่ว่าคุณจะถอนคุณจะตัดขนหงอกของคุณบ่อยแค่ไหนก็ตาม มันก็ไม่ทำให้หงอกขึ้นมากกว่านี้หรอก เพราะสาเหตุที่มีผมหงอกหรือขนหงอก มันเกิดจากความเครียด พันธุกรรม หรือตัวยาบางชนิดที่คนเรารับประทานเข้าไป

 

สนับสนุนโดย    แทงหวยฮานอย

ประวัติของพระพุทธเจ้าหลังจากที่มีการออกบวชแล้ว

          ส่วนใหญ่แล้วเราจะศึกษาประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้าช่วงที่พระพุทธเจ้านั้นมีการเกิดและมีการออกบวชแต่เราไม่ค่อยศึกษาหาความรู้ช่วงที่พระองค์นั้นจะต้องมานะบากบั่นหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์ให้ได้ว่าพระองค์นั้นต้องไปเจอกับเรื่องราวอะไรบ้างกว่าที่พระพุทธเจ้าจะสามารถพ้นทุกข์และสามารถนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเผยแพร่ให้กับประชาชนเพื่อที่จะได้พ้นทุกข์ตามพระองค์ได้ดังนั้นวันนี้บทความนี้จะพูดถึงเรื่องของการที่พระองค์นั้นต้องไปเผชิญกับเรื่องราวต่างๆมากมายหลังจากที่พระองค์ออกบวชแล้วจนท้ายที่สุดแล้วพระองค์ก็สามารถที่จะบำเพ็ญเพียรและสามารถค้นพบได้ในที่สุดนั่นเอง

           หลังจากที่พระพุทธเจ้านั้นได้มีการออกบวชเป็นที่เรียบร้อยแล้วพระองค์ก็ไปตามสำนักต่างๆซึ่งเป็นสำนักที่เน้นในเรื่องของการถือศีลเกี่ยวกับเรื่องของการบวชโดยพระองค์ไปถึง 2 สำนักด้วยกันซึ่งสำนักงานนั้นพระองค์ไปศึกษาหาความรู้ที่สำนักอาฬารดาบสหลังจากที่ศึกษาหาความรู้เล็งเห็นแล้วว่าที่นี่ไม่สามารถที่จะทำให้พระองค์นั้นพ้นทุกข์ได้พระองค์ก็เดินทางไปที่สำนักอุทกดาบส

ซึ่งแน่นอนว่าที่นี่ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์นั้นรู้สึกถึงการพ้นทุกข์ได้เช่นเดียวกันเมื่อพระองค์เล็งเห็นแล้วว่าทั้ง 2 สำนักนี้ไม่สามารถช่วยทำให้พระองค์นั้นหมดสิ้นของการพ้นทุกข์ได้พระองค์จึงได้ขนขวายด้วยตัวของพระองค์เอง

        โดยในขณะนั้นพระองค์ได้เดินทางไปที่แม่น้ำเนรัญชราหลังจากนั้นพระองค์ก็ไปทำการนั่งวิปัสสนาบำเพ็ญกรรมฐานซึ่งขั้นตอนของการวิปัสสนาของพระองค์นั้นเป็นการลองผิดลองถูกโดยครั้งแรกนั้นพระองค์ทั้งการหายใจและพระองค์ก็ยังทรงอดอาหารอีกด้วยและยังมีการทดลองการขบฟันโดยฟันซึ่งวิธีการที่พองทดลองนี้พระองค์ลองทำมานานถึง 6 ปีด้วยกันจนร่างกายของพระองค์นั้นซูบผอมไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงจนในที่สุดพระองค์ก็เห็นแล้วว่าสิ่งที่พระองค์ทดลองทำนั้นมันไม่ได้ผลซึ่งมันไม่ใช่หนทางที่จะทำให้พระองค์นั้นพ้นทุกข์ได้เลยดังนั้นพระองค์ก็เลยเลิกทรมานตนเอง

       และเมื่อพระองค์เลิกทรมานตนเองพร้อมก็หันกลับมากินตามปกติ แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์นั้น สามารถดูแจ้งได้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ไม่สามารถทำให้ตัวเองทุกด้านก็เพราะว่าพระองค์ได้ยินเสียงของการดีดพิณซึ่งเป็นท้าวสักกะเทวราชลงมาดีดพิณให้กับพระองค์ฟังพระพุทธเจ้าเมื่อได้ยินเสียงของการดีดพิณแบ่งออกเป็น 3 ช่วงช่วงแรกก็คือการที่มีการดึงสายพิณนั้นตึงจนเกินไปเมื่อดีดไปปุ๊บสายพิณก็ขาดแต่หลังจากนั้นเมื่อสายพิณขาดก็มีการขยายพันธุ์ใหม่โดยสายพิณที่ 2 นี้มีการทำไว้หย่อนยานจนเกินไปเมื่อดีดพิณแล้วทำให้ไม่มีเสียงไพเราะออกมาเลยเพราะสายพิณสัญญาณแต่พอสายเส้นที่ 3 นั้น

เป็นการดึงพี่พอดีเวลาที่ดีดพิณก็จะทำให้ได้ยินเสียงไพเราะดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้มีการเอาวิธีการขึงสายพิณนี้เองมาช่วยในการหาแนวทางในการทำให้ตนเองพ้นทุกข์นั่นก็คือพระองค์นั้นที่จะเดินทางสายกลางโดยพระองค์เจ้าไม่เน้นที่จะทรมานตัวเองมากเกินไปและก็ไม่หย่อนยานในกฎระเบียบมากจนเกินไปนั่นเองซึ่งท้ายที่สุดแล้วพระองค์ก็สามารถบรรลุบำเพ็ญเพียรกิริยาของพระองค์ได้จากการที่พระองค์นั้นได้ฟังเสียงสายพิณทั้งสามสายนี้เอง

 

สนับสนุนโดย  aecasino