ผู้เขียน: admin

สถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกระบุว่าเก่าแก่ที่สุดของประเทศเมียนมาร์

       ที่สุดของประเทศเมียนมาร์  สำหรับประเทศเมียนมาร์หรือประเทศพม่าที่เรารู้จักกันนั้นเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับประเทศไทยเพียงแค่นิดเดียวเราสามารถที่จะนั่งเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังประเทศเมียนมาร์หรือแม้แต่เราจะสามารถข้ามฟากด้วยการเดินเท้าหรือขับรถไปยังประเทศเมียนมาร์ ก็ได้  เนื่องจากว่าประเทศเมียนมาร์นั้นเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานควบคู่กับประเทศไทย

           ที่สำคัญอาณาจักรเก่าแก่ของประเทศเมียนมาร์นั้นก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แตกต่างจากอาณาจักรของไทยดังนั้นในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศเมียนมาร์ที่ถูกระบุว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าเก่าแก่ติดอันดับที่สุดของประเทศเมียนมาร์ 

       สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องของความเก่าแก่ที่สุดของประเทศเมียนมาร์  แล้วยังเป็นสะพานที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งสะพานดังกล่าวก็คือ สะพานอูเบ็ง ประเทศเมียนมาร์

           สำหรับสะพานอูเบ็งแห่งนี้นั้นนอกจากจะเป็นสะพานที่มีความเก่าแก่แล้วยังถูกระบุว่าเป็นสะพานที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศเมียนมาร์เลยก็ว่าได้ อายุของสะพานกูแบ่งแห่งนี้นั้นมีอายุ นับตั้งแต่ก่อสร้างมาจดมาจนถึงปัจจุบันนี้ มากกว่า 170 ปีเลยทีเดียว 

         สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้นั้นนับได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ซึ่งในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านได้มีการช่วยกันย้ายพระราชวังเก่าจากกรุงอังวะมาที่เมืองอมรปุระหลังจากนั้นในช่วงที่มีการย้ายพระราชวังเก่า

         ปรากฏว่ามีไม้สักจากพระราชวังเก่า ที่เหลืออยู่ประมาณ 1000 ต้น พระเจ้าปดุงจึงสั่งให้ขุนนางในสมัยของพระองค์นั้นทำการควบคุมคนงานและชาวบ้านให้ช่วยกันก่อสร้างสะพานขึ้นมาซึ่งก็คือสะพานไม้อูเบ็งแห่งนี้นั่นเองสำหรับสะพานไม้อูเบ็งนี้เป็นสะพานไม้สักที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกและเป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน 

            โดยสะพานไม้แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วง ปี พ.ศ. 1850  ส่วนสาเหตุที่มีการตั้งชื่อสะพานแห่งนี้ว่าสะพานอูเบ็งนั่น  กริลแอร์     ก็เพราะว่าคุณนางที่เป็นคนควบคุมการสร้างสะพานแห่งนี้นั้นชื่อว่าเอ็งและสะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ชาวพม่านั้นได้ใช้งานเป็นเส้นทางในการคมนาคมขนส่งกัน

         นับตั้งแต่ในสมัยอดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ชาวบ้านก็ยังคงใช้สะพานแห่งนี้ในการสัญจรไปมาและการคมนาคมรวมถึงการมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศเมียนมาร์นั่นเองอย่างไรก็ตามถ้าหากต้องการเห็นภาพวิวทิวทัศน์ที่มีความสวยงามของสะพานอูเบ็งสะพานไม้สักแห่งนี้แนะนำว่าควรจะไปช่วงเวลาเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาของพระอาทิตย์ตกดินจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่มีความสวยงามแปลกตานั่นเอง 

เรื่องราวของ นครวัดกัมพูชา 

         นครวัดกัมพูชา   เชื่อว่าถ้าพูดถึงประเทศกัมพูชาโบราณสถานที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกนั่นก็คือนครวัดนั่นเองเนื่องจากว่านครวัดแห่งนี้นั้นเป็นสถานที่โบราณสถานที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกแม้แต่องค์กร UNESCO ก็ยังมา จัดอันดับความสำคัญของนครวัดแห่งนี้เอาไว้

สำหรับนครรัฐแห่งนี้นั้นมีชื่อเรียกอยู่หลายอย่างด้วยกันสำหรับคนกัมพูชาเองออกเสียงนครวัดแห่งนี้ว่าเมืองเสียมราฐในขณะที่ประชาชนทั่วไปอย่างคนไทยนั้นเรียกว่าเมืองเสียมราฐหรือแม้แต่คนฝรั่งเศสเองก็เรียกนครวัดแห่งนี้ว่าอังกอร์วัด 

         อย่างไรก็ตามนครวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีอายุเก่าแก่มาอย่างยาวนานโดยว่ากันว่าผู้ที่มีการสร้างนครวัดแห่งนี้เอาไว้นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยของอาณาจักรขอมซึ่งผู้ที่สร้างก็คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

 

ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ปกครองอาณาจักรอยู่นั่นเองโดยมีการระบุจากหลักฐานที่มีการอ้างอิงและเชื่อถือได้ว่านครวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงพุทธศักราช 1656 – 1693 

          สำหรับความต้องการที่จะสร้างนครวัดแห่งนี้นั้นในครั้งแรกต้องการที่จะสร้างเอาไว้สำหรับเป็นที่เก็บพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 รวมถึงสร้างเป็นวัดเพื่อเป็นการบูชาเทวดาดังนั้นทหารนักเที่ยวคนไหนที่เคยทานเดินทางไปเที่ยวที่นครวัดแห่งนี้จะเห็นได้ว่าลักษณะรูปแบบของการก่อสร้างนครวัดแห่งนี้จะแตกต่างจากวัดอื่นๆทั่วไปเพราะที่นี่จะมีการหันหน้าของตัววัดนั้นไปทางทิศตะวันตกซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าทิศตะวันตกนั้นคือที่ของคนตายส่วนที่ตะวันออกนั้นเป็นที่ของคนเป็น 

           จากการสำรวจนครวัดจะเห็นได้ว่าเป็นประสาทซึ่งมีขนาดใหญ่มากและแน่นอนว่าการก่อสร้างนั้นก็ต้องเป็นไปด้วยความยากลำบากโดยมีการระบุว่ากว่าจะสามารถสร้างมาเป็นปราสาทนครวัดนี้ได้นั้นต้องมีการใช้หินในปริมาณที่เยอะมากๆหรืออาจกล่าวได้ว่าปริมาณนั้นหลายล้านลบ.ม. กันเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังต้องใช้อุปกรณ์อื่นๆในการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นหินหรือแม้แต่ทรายซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการก่อสร้างตัวประสาท

        ยังไงก็ตามมีการระบุว่ากว่าจะสร้างปราสาทแห่งนี้ได้นั้นจะต้องมีการเกณฑ์ผู้คนแรงงานมาก่อสร้างซึ่งแรงงานที่มาใช้ในการก่อสร้างนั้นก็มีนับแสนคนเลยทีเดียวนอกจากคนแล้วก็ยังต้องใช้แรงงานช้างอีกด้วยเพราะหินแต่ละก้อนนั้นมีความหนักเป็นอย่างมากเพราะฉะนั้นถ้าใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียวก็จะไม่สามารถยกหินที่หนักเหล่านี้ได้

         นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าพื้นที่บริเวณโดยรอบของปราสาทนครวัดนั้นมีความกว้างใหญ่ไพศาลนอกจากนี้ยังมีการสร้างแบบตามหลักฮวงจุ้ยจะเห็นได้ว่าโดยรอบของตัวประสาทนั้นมีการสร้างคูน้ำล้อมรอบเอาไว้นอกจากนี้ตัวประสาทยังเต็มไปด้วยหินสลักต่างๆมากมายซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นรูปผู้หญิงเหมือนภาพในนางวรรณคดีนอกจากนี้ยังมีรูปเทวดาและอสูรอยู่อีกด้วยซึ่งถ้าหากนับดูดีๆแล้วนางอัปสรที่มีการนำมาประดับตกแต่งปราสาทหินนั้นจะมีการแต่งตัวและทรงผมที่ไม่ซ้ำแบบกันเลยทีเดียว 

                   

สนับสนุนโดย.    แทงหวยออนไลน์ Huaydee

ประติมากรรมชั้นยอดที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก 

        สำหรับใครที่ชื่นชอบผลงานด้านศิลปะย่อมรู้ดีว่าผลงานศิลปะนั้นบางชิ้นนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก  ประติมากรรมชั้นยอด ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงประติมากรรมชั้นยอดที่หลายคนนั้นพูดถึงและยังคงคุณค่าให้มีการพูดถึงมาจนถึงปัจจุบันนี้ สำหรับผลงานที่มีการนำมากล่าวในบทความนี้จะเป็นผลงานที่ศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

ได้มีการรังสรรค์ผลงานเอาไว้ในสมัยที่พวกเขานั้นยังคงเริ่มเข้ามาคลุกคลีกับวงการศิลปะและประติมากรรมต่างๆด้วยผลงานที่เรานำมาพูดถึงนั้นมีทั้งหมด 2 ผลงานด้วยกันนั่นก็คือ 

Ecstasy of Saint teresa of inertia 

          สำหรับผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1652 ตั้งอยู่ที่โบสถ์ซานตามาเรียเวลาวิคตอเรีย เดอราวิตอเรีย กรุงโรมประเทศอิตาลีถือเป็นประติมากรรมชิ้นเอกของ จิอันโด เซนโซ่แบดินี่ ผู้ที่มีชื่อเสียงในกรุงโรมเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ปฏิมากรรมชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องราวของแม่ชีผู้หนึ่งที่ได้ทำการบันทึกเรื่องราวทางศาสนาที่เธอได้ทำการปฏิรูป แต่เธอกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ 

       จนกระทั่งปี 1622 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรี ที่ 15 จึงได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการให้เธอได้เป็นนักบุญหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้วถึง 40 ปีและนั่นก็เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานชิ้นนี้ของโรเซนโซ่ โดยเขาได้จากองค์ประกอบให้งานแกะสลักนี้มีท่าทางคล้ายกับการแสดงละครเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านออกมาถือเป็นผลงานที่ยากต่อการนำมาลอกเลียนแบบขึ้นใหม่สำหรับปฏิมากรคนอื่นๆในเวลาต่อมา 

     PIETA 

       สำหรับผลงานชิ้นนี้เป็นงานประติมากรรมสลักสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ในปี 2499 ถูกสร้างขึ้นโดยมี เกลันเจโลบูโอนาร์โรตีหรือไมเคิลแองเจโลนั่นเองตั้งอยู่ในมหาวิหารนักบุญเปโตรที่นครรัฐวาติกันประเทศอิตาลีเป็นงานประติมากรรมที่ถูกทำขึ้นจากหินอ่อนคาราด้าที่แสดงให้เห็นถึงภาพกองพระแม่มารีกำลังอุ้มร่างของพระเยซูคริสต์บทบาทของตนเองหลังจากที่เขาโดนตรึงไม้กางเขนแล้วซึ่งในระหว่างที่ปั้นอยู่นั้นเอง 

       ผลงานชิ้นนี้ Michael angelo  ได้ออกแบบให้พระแม่มารียังเป็นเพียงหญิงสาวที่มีลูกชายในวัยเพียงแค่ 33 ปีเท่านั้นเพื่อที่จะแสดงออกให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผ่านพระแม่มารีที่ยังคงความเยาว์วัยเป็นสาวบริสุทธิ์เอาไว้นะเป็นเรื่องใหม่ในงานประติมากรรมของอิตาลีที่นำเอาแนวความคิดนี้ใส่ลงไปในรูปปั้นจนได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชิ้นสำคัญที่คงความสมดุลระหว่างอุดมคติของความงามในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาและทำชาตินิยมในยุคสมัยนั้นเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย.  แทงหวยออนไลน์

ตำนานของ Prometheus และ Zeus คู่แค้นตลอดกาล

ตำนานเทพ ตำนานของ Prometheus เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นจากครั้งที่ซุสลบล้างโครนอสผู้เป็นพ่อรวมทั้งขับไสไททันทั้งสิ้นไปอยู่เมืองนรกทาร์ทารัส แต่ก็ยังคงมีไททันที่เหลือรอดเพราะว่าเข้าข้างเหล่าเทพแห่งโอลิมปัส

โน่นเป็นโพรมีธีอุสแล้วก็เอพิมีธีอุส ทั้งสองได้รับคำสั่งให้สร้างสิ่งมีชีวิตบนโลก เอพิมีธีอุสทำการสร้างสัตว์ต่างๆและก็มอบเขี้ยวเล็บให้กับพวกมัน ระหว่างที่โพรมีธีอุสสร้างมนุษย์แล้วก็ให้พวกเขามีรูปร่างที่คล้ายกับเหล่าทวยเทพและก็มอบไฟให้กับพวกเขา

โพรมีธีอุสรักพวกมนุษย์มากยิ่งกว่ารักเทพที่โอลิมปัส ด้วยความรู้สึกหนักใจซุสก็เลยสั่งการให้มนุษย์จะต้องฆ่าสัตว์เพื่อบูชาให้กับเหล่าเทพ

โพรมีธีอุสกลัวว่ามนุษย์จำต้องอดอยากยากจนก็เลยวางแผนสำหรับในการฆ่าหมูป่าแล้วแบ่งเป็นสองกอง กองหนึ่งแอบซ่อนเนื้อเอาไว้ใต้กองเครื่องใน

และก็อีกส่วนแอบซ่อนกระดูกไว้ใต้ชั้นไขมัน ซุสทำการเลือกส่วนที่เป็นกองที่เป็นชั้นไขมัน ซึ่งเมื่อซุสรู้สึกตัวว่าถูกหลอกก็เลยโมโหอย่างมากจึงทำการสั่งห้ามไม่ให้มนุษย์ใช้ไฟอีก

แต่ว่าโพรมีธีอุสก็แอบไปจุดคบไฟจากเตาไฟของเฮเฟตัสแล้วก็นำไฟกลับมาให้มนุษย์อีกรอบ ครั้งนี้ซุสก็เลยลงทัณฑ์ทั้งมนุษย์แล้วก็โพรมีธีอุส

ซุสมอบหมายให้เฮเฟตัสสร้างมนุษย์ผู้หญิงที่มีรูปร่างสวยงามนามว่า แพนโดร่า รวมทั้งมอบกล่องปริศนาให้นางเอาไปที่โลกมนุษย์เพื่อมาเป็นเมียของเอพิมีธีอุส ซึ่งโพรมีธีอุสย้ำเตือนให้นางว่าห้ามเปิดกล่องนี้เด็ดขาด แม้กระนั้นด้วยความอยากรู้ทำให้แพนโดร่าเปิดกล่อง

สิ่งเลวร้ายต่างๆนานาก็เลยออกมาจากกล่องนั้น ทำให้มนุษย์มีจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป มีความมักมาก หลง แล้วก็ทำร้ายกันเอง แม้กระนั้นนางแพนโดร่ารีบปิดกล่องเพราะว่าตระหนกตกใจ ทำให้”ความหมดหวัง” ยังไม่ออกมาจากกล่องนั้น

ก็เลยทำให้มนุษย์ยังคงสามารถดำรงชีวิตอย่างมีหวังถัดไปนั่นเอง นอกจากนั้นซุสยังลงทัณฑ์โพรมีธีอุสโดยการเอาเขาไปล่ามไว้ที่ผาเพื่อที่นกอินทรีบินมารับประทานเครื่องในในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนเครื่องในจะทำการสร้างกลับมาใหม่ วนเวียนไปไม่สิ้นสุด กระทั่งวีรบุรุษเฮอร์คิวลีสมาเจอ เขายิงธนูฆ่านกแล้วก็ช่วยปล่อยโพรมีธีอุสท้ายที่สุด

เนื่องจากว่าความรักที่เกิดต่อมนุษย์โพรมีธีอุสก็เลยโกหกซุส ให้ซุสเอากระดูกไปจากที่จะได้เนื้อที่เป็นอาหารของเหล่ามนุษย์ ถึงแม้เขาจะโดนลงทัณฑ์อย่างไม่ยุติธรรม แม้กระนั้นสุดท้ายแล้วโพรมีธีอุสก็ได้เฮอร์คิวลิส มาช่วยปล่อยเขาจากความทรมานที่ไม่มีความสิ้นสุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  heng868

ประวัติศาสตร์การโจมตีญี่ปุ่น

ประวัติศาสตร์การโจมตีญี่ปุ่น เรือรบที่เป็นความภาคภูมิใจของกองเรือดำน้ำสหรัฐ เรือรบที่อยู่ท่ามกลางของศัตรูแต่สามารถรอดชีวิตกลับมาได้เรือรบที่ทำให้อเมริกาบุกยึดทาราวะได้สำเร็จและนี่ก็เป็นเรื่องราวของหนึ่งในเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐ USS NAUTILUS 

ซึ่งเรือดำน้ำV6เป็นเรือดำน้ำที่กองทัพเรือสหรัฐใช้ในสงครามโลกครั้งที่2ถูกวางกระดูดงู เมื่อวันที่2สิงหาคมนปี1927 ที่รัฐแคลิฟอร์เนียโดยอู่ต่อเรือบนเกาะมาเลย์เปิดตัวเมื่อวันที่15มีนาคมปี1930และได้รัการสนับสนุนจาก MISS JEAN KEESLING ลูกสาวทนายความคนสำคัญของซานฟรานซิสโกที่เป็นผู้สนับสนุนเรือดำน้ำV6มีระวางขับน้ำ2,730ตันบนผิวน้ำและ3,960ตันเมื่ออยู่ใต้น้ำ

โดยเรือมีความยาวโดยรวมอยู่ที่371เมตรกว้าง10เมตรกินน้ำลึก5เมตรเรือสามารถทำความเร็วได้17น็อตบนผิวน้ำ8น็อตเมื่ออยู่ใต้น้ำและสามารถดำน้ำได้ลึกถึง90เมตรอีกทั้งเรือดำน้ำลำนี้ยังติดตั้งอาวุธด้วยท่อตอปิโด533มิลลิเมตร4ท่อด้านหน้าและ2ท่อด้านท้ายรวมทั้งหมด6ท่อและติดตั้งปืน252มิลลิเมตรจำนวน2กระบอกอีกด้วย

เรือดำน้ำV6เข้าประจำการในวันที่1กรกฎาคมปี1930โดยมีนาวาตรีTHOMAS JOHN DOYLEเป็นผู้บังคับบัญชาV6ซึ่งเป็นตัวแทนของวามภาคภูมิใจของกองเรือดำน้ำสหรัฐในช่วง1930โดยV6ได้ดำเนินการเดินทางออกจากเกาะมาเลย์ไปยังอ่าวซานฟรานซิสโก

เพื่อทำการทดสอบการดำน้ำและการฝึกตอปิโดจากนั้นเรือก็ออกเดินทางไปทำการฝึกต่อไปในวันที่16กุมภาพันธ์ปี1931และมุ่งเข้าไปเพื่อเข้ากองรบสหรัฐที่เข้าร่วมการฝึกซ้อมในพื้นที่นั้นระหว่างการเดินทางนั้นในวันที่19กุมภาพันธ์1937เรือดำน้ำV6ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนอติลุสอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ได้เข้าสู่สมรภูมิสงครามโลกครั้งที่2นอติลุสได้ออกจากซานฟรานซิสโกเมือ่วันที่21เมษายนปี1942และเดินทางถึงเพอฮาเบอร์ในวันที่28ต่อมานอติลุสได้ออกจากเพอฮาเบอร์ในวันที่24พฤภาคมและกำหนดเส้นทางสู่มิตรเวย์นอติลุสประจำการเป็นส่วนหนึ่งของมิตรเวย์ประกอบขึ้นด้วยเรือดำน้ำ25ลำ

ซึ่งมทีหน้าที่ให้ค้นหาและโจมตีกองเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในขณะนี้สหรัฐเชื่อว่าญี่ปุ่นกำลังเตรียมการโจมตีสหรัฐที่เกาะมิตรเวย์ข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีของญี่ปุ่นที่ระบวันที่4หรือวันที่5มิถุนายนเป็นวันที่เป้าหมายที่ได้รับผลงานมาจากผลงานของนักถอดรหัสของสหรัฐที่ถอดรหัสGN25ของญี่ปุ่นได้บางส่วน

ในช่วงเช้าของวันที่4มิถุนายนปี1942นอติลุสของนาวาตรีWLLIAM HERMAN BROCKMAN JR. ด้วยความคิดและเริ่มของเขาเองเขาได้ให้นักวิทยุบนเรือติดตามความถี่ที่กำหนดล่วงหน้าก่อนเวลาที่รุบบไว้ในคำสั่งปฏิบัติการณ์ของเขา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  huaydee

ตำนานความเชื่อพญานาคในประเทศไทย

สำหรับเรื่องของ ความเชื่อพญานาค ในประเทศไทยก็ได้มีอยู่หลายตำนานเช่นกันและตำนานที่โด่งดังมากที่สุดในประเทศไทยนั่นก็คือพญาศรีสุทโธนาคราชนั่นเองโดยพญาศรีสุทโธนาคราชกำเนิดในตระกูลเอราปถร่างกายจะเป็นสีเขียวพระนาภีและเศียรจะเป็นสีทองและมีเศียรเดียว

โดยพญานาคนี้จะมีเศียรมากกว่าหนึ่งเศียรตามบารมีและชั้นยศและนาคที่มีเศียรมากที่สุดก็คืออนันตนาคราชได้มีเศียรถึงหนึ่งพันเศียรและมีลำตัวยาวเป็นอนัน

ซึ่งพญาศรีสุทโธนาคราชเป็นพญานาคที่เป็นใหญ่ในแทบพื้นที่ประเทศไทยแต่ถือกำเนิดในตระกูลนาคธรรมดาที่ไม่ได้เป็นกษัตริย์โดยเป็นพระโอรสของพญานาโคศิรินาคราชและนางพญาศรีนคราบาดาลหรือแม่ย่าสีเมืองนั่นเองโดยมีพรหมประกายโลกหรือวังนาคินคำชะโนดที่จังหวัดอุดรธานีเป็นังเวียงที่ประทับนั่นเอง

นอกจากนี้ได้เชื่อกันว่าเป็นพญานาคประจำองค์ท้าวสักกะหรือศักระโดยพญาศรีสุทโธนาคราชนี้ได้มีพระมเหสีถึง7พระองค์และหนึ่งในนั้นก็คือองค์พญานาคีณีศรีปทุมมาวิสุทธิเทวีโดยได้ถือกำเนิดในตระกูลเอราปถเช่นเดียวกันและมีพระวอระกายเป็นสีเขียวตองอ่อนมทีพระนาภีและพระเศียรเป็นสีทองเช่นกันและมีพระอนุชาชื่อว่าพญาสีสุธาโพทโดยพญาศรีสุทโธนาคราชก็ได้มีตำนานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำสำคัญสองสายของประเทศไทยคือแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่าน

ดังนี้เราจะสรุปโดยสั้นให้ได้อ่านกันครั้งก่อนโดยพญาศรีสุทโธนาคราชได้ครองเมืองหนองกระแสครึ่งนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็นพญานาคที่ชื่อว่าพญาสุวรรณนาคราชโดยทั้งสองมีบริวานฝ่ายละ5,000เท่ากันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยได้มีข้อตกลงอยู่หนึ่งข้อสำคัญนั่นก็คือถ้าอีกฝ่ายหนึ่งได้ออกไปล่าเนื้อหาอาหารอีกฝ่ายหนึ่งต้องไม่ออกไปเพราะอาจจะเกิดความทะเลาะกันได้

เมื่อได้หาอาหารมาแล้วให้นำเอาอาหารที่หามาได้นั้นเอามาแบ่งให้เท่าๆกันแต่มาวันหนึ่งได้เกิดปัญหาขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งอาหารปันส่วนโดยได้คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งคิดไม่ซื่อไม่ปฏิบัติตามสัญญาจึงเกิดการแตกหักทะเลาะกันถึงขั้นก่อสงครามกันเลย

ซึ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ได้รู้ไปถึงพระอินทร์จากนั้นพระอินทร์จึงได้เสด็จลงมาจากชั้นสวรรค์ดาวดึงและได้ตรัดองค์การกับนาคทั้งสองฝ่ายเพื่อให้หยุดทำการรบกันโดยพระอินทร์ได้ตัดสิทธิให้ทั้งสองฝ่ายเสมอกันและได้สั่งให้มาช่วยกันสร้างแม่น้ำกันคนละสายโดยใครที่สร้างแม่น้ำไปถึงทะเลได้ก่อนพระอินทร์จะให้ปลาบึกไปอยู่มรแม่น้ำสายนั้นและบ่งเขตแดนโดยเอาดงพญาไฟมาเป็นเขตกั้น

 

สนับสนุนโดย.  สูตรหวยยี่กี หวยดี

The Bloop ได้มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลกเราหรือไม่ ?

The Bloop ได้มีตัวตน ซึ่งเสียงของThe Bloopเราก็ได้ไปหาข้อมูลมาแล้วก้หลักฐานต่างๆมาและเสียงที่ได้มีการตรวจพบได้นั้นมันเป็นเสียงของThe Bloopหรือสิ่งมีชีวิตหรืออะไรสักอย่างที่มันได้อยุ่ใต้ท้องทะเลและปล่อยคลื่นเสียงนี้ออกมาและคลื่นเสียงนี้มันได้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2540และได้ถูกถกเถียงกันมาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เจ้าเสียงนี้มันคืออะไรกันแน่

เนื่องจากนี้จากการที่เราไปหาข้อมูลมาปรากฏว่าเราได้ทฤษฎีหลักๆมาอยู่สองทฤษฎีด้วยกันโดยทฤษฎีตรงนี้ขออธิบายแต่ละทฤษฎีให้ได้อ่านกันและจะอธิบายให้เห็นภาพในแต่ละทฤษฎีโดยทฤษฎีแรกที่เขาตั้งกันนั่นก็คือคลื่นเสียงนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์

ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้ที่เราได้ไปหามาเขาได้คาดการณ์กันว่าเจ้าเสียงThe Bloopมันคือคลื่นเสียงที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์อาจจะด้วยจุดประสงค์จุดประสงค์หนึ่งแต่ถ้าเรามองในยุคเวลาในตอนนั้นที่มันเป็นปลายสงครามโลกหรือสิ้นสุดสงครามโลกไปแล้วแต่มันก็ยังมีสงครามเล็กสงครามน้อยกันอยู่มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นคลื่นเสียงรบกวนเพื่อก่อกวนเพื่อหลอกล่อให้สัตรูเข้าใจผิดก็เป็นได้

นอกจากนี้เราถามว่ามันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้แต่ตรงนี้มันได้มีข้อจำกัดอยู่หนึ่งอย่างนั่นก็คือคลื่นเสียงที่เราพูดถึงตรงนี้เขาบอกว่ามันมีนัยการกระจายเสียงมากกว่า5,000กิโลเมตร

เพราะฉะนั้นแล้วมันจะมีอะไรสักอย่างในยุคเมื่อประมาณ20ปีที่แล้วที่จะสามารถส่งคลื่นเสียงที่ดังได้ขนาดนี้และไกลได้ขนาดนี้ตรงนี้เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้แต่มันก็เป็นอีกทฤษฎีที่มีคนตั้งมันขึ้นมาและมีคนสนใจอยู่พอสมควรส่วนทฤษฎีที่สองมันคือทฤษฎีที่คนได้เชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้มากที่สุดนั่นก็คือคลื่นเสียงThe Bloopเกิดจากที่ก้อนน้ำแข็งหรือ๓เขาน้ำแข็งในทะเลเลื่อนตัวและเสียดสีกัน

ดังนั้นในทฤษฎีนี้เราต้องขอบอกก่อนว่าถ้าจะให้อธิบายให้ละเอียดมันค่อนข้างที่จะลึกมากแต่ถ้าเกิดอธิบายให้คุณผู้ชมเข้าใจได้ง่ายขึ้นคุณลองนึกสภาพมีรถสองคันมันได้ถูกันใกล้ๆมันจะมีเสียงที่เกิดจากการเสียดสีกันขึ้นมาแน่นอนแล้วว่าเหตุการแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกที่แม้แต่ในภูเขาน้ำแข็งก็เช่นกัน

เนื่องจากนีเขาก็เลยคาดการณ์กันว่าเสียงThe Bloopนี้มันน่าจะเกิดมาจากการที่ว่าภูเขาน้ำแข็งหรือว่าก้อนน้ำแข็งสองก้อนมันได้เสียดสีกันจนทำให้เกิดเสียงออกมาในระยะกว้างมากๆและกลายมาเป็นเสียงแบบที่เราได้ยิน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    wm gaming

ตำนานพญานาคกับครุฑ

สำหรับพญาครุฑนอกจากจะปรากฏตัวอยู่บนพาสปอร์ตแล้วก็ตราต่างๆของทางราชการแล้วมันก็ยังได้ไปโผล่ในอีกหลายๆที่เลยที่เกี่ยวข้องกับพวกศาสนาความเชื่อแล้วก็อะไรต่างๆถึงแม้ว่าพญาครุฑอาจจะไม่มีความฮิตเท่ากับพญานาคก็ตามแต่เราก็จะเห็นได้ว่าบางทีพญาครุฑได้มีภาพถ่ายรูปคู่กับพญานาคอีกด้วย

ซึ่งเราทุกคนได้เคยสังเกตุกันหรือไม่ว่าทำไมพญาครุฑถึงได้จับพญานาคมาทำอะไรแบบนี้ด้วย  ตำนานพญานาคกับครุฑ เรื่องนี้มันได้มีที่มาก็คือเป็นปัญหาครอบครัวล้วนๆเลยถ้าจะให้เล่าก็ต้องย้อนกลับไปถึงตำนานของทั้งสองตนนี้เลยบางตำนานมันก็ได้มีอยู่หลายฉบับมาก

ดังนั้นในแบบที่เราได้เล่าไปในวันนี้ก็อาจจะไม่ตรงในแบบที่เพื่อนๆเคยไปได้ยินมาที่อื่นคิดเสียว่าอ่านเพื่อความสนุกก็แล้วกันว่ากันว่าพญาครุฑกับพญานาคก็ได้เป็นพี่น้องต่างมารดากันโดยพ่อของเขาก็จะเป็นฤาษีที่มีชื่อว่าพระกศยปเทพบิดรท่านได้มีเมียหลายนางมากและสองคนที่ท่านได้ชอบมากก็เป็นเมียที่เป็นแม่ของพญานาคแล้วก็พญาครุฑและทั้งสองก็เป็นพี่น้องกันด้วย

แม่ของพญาครุฑมีชื่อว่านางวินตา

ส่วนแม่ของนางพญานาคนั้นเราจำชื่อไม่ได้เราจะของเรียกชื่อเล่นเอาแล้วกันและแม่ของทั้งพญานาคและพญาครุฑด้วยความที่ว่ามีสามีคนเดียวกันก็เลยเกิดความอิจฉาตีกันเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนละครไทยน้ำเน่าที่มีทั่วไป

นอกจากนี้เรื่องมันก็ได้มาลงเอยที่ว่าแม่ทั้งสองตนนี้ที่กำลังจะมีลูกพร้อมๆกันและในเวลานั้นสามจึงได้ให้พรถ้าใครเคยอ่านวรรณคดีอินเดียหรือฟังเรื่องเกี่ยวกับอินเดียก็จะรู้แล้วว่าเมื่อไรที่เห่ล่าเทพอินเดียให้พรมันก้จะเป้นจุดเริ่มต้รของเรื่องวิบัติทุกครั้ง

เนื่องจากนี้เองแม่ของพญานาคก็ได้ขอพร

ด้วยความอิจฉาขอให้มีลูกเยอะๆให้เยอะกล่าวพญาครุฑอีกส่วนแม่ของครุฑเมื่อได้เห็นแบบนี้แล้วก็ไม่ขออะไรเยอะของลูกเพียงแค่สองตนพอแต่ขออำนาจที่หลากหลายที่ใครจะมาคิดทำร้ายก็ขอให้ทำไม่ลงจากนั้นพรของทั้งสองก็เกิดผล

ซึ่งแม่ของพญานาคต่อมาก็ออกลูกมาเป็นพันเลยส่วนแม่ของพญาครุฑก็ออกลูกมาเป็นไข่สองฟองโดยไข่ของแม่พญานาคที่ออกก็เป็นไข่ที่หลากหลายสีมากพอถึงเวลามันก็จะฟักออกมาททีละฟองและใบแรกที่ฟักออกมานั้นจะมีหัวหลายพันหัวและมีร่างกายที่ยาวมากหลงจากนั้นก็ตามมาด้วยนาคต่างๆอีกหลายตัวที่ฟักตามมา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  หวยออนไลน์บาทละ 1000

ประวัติความเป็นมาของวัดท่าไม้  จังหวัด สมุทรสาคร 

          เชื่อว่าสำหรับคนที่ชื่นชอบการทำบุญไหว้พระจะต้องรู้จักวัดท่าไม้กันเป็นอย่างดีแต่บางคนอาจจะไม่รู้ประวัติความเป็นมาของวัดท่าไม้ว่ากว่าจะมาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นสถานที่ให้ชาวบ้านได้ทำบุญกราบไหว้เป็นพื้นที่พักพิงทางใจของชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้วัดท่าไม้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร  ความเป็นมาของวัดท่าไม้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำประวัติความเป็นมาของวัดท่าไม้ให้ทราบกัน

        ตามข้อมูลประวัติของทางวัดนั้นแต่เดิมวัดท่าไม้นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นวัดมาก่อนแต่เดิมที่นี่นั้นเป็นเพียงแค่สำนักสงฆ์เท่านั้นและผู้ที่สร้างสำนักสงฆ์แห่งนี้ขึ้นมานั้นก็คือพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ชื่อว่ายอดชายด้วยเพื่อส่งรูปนี้นั้นเดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเดิมทีนั้นพระสงฆ์ยอดชายจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองพันเท้าหลังจากนั้นก็ได้มีการเดินธุดงค์มาเรื่อยเรื่อยเพื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วก็ไม่เจอพื้นที่ในจังหวัดสมุทรสาครแห่งนี้

           หลังจากนั้นพระสงฆ์ยอดชายก็มีความรู้สึกว่าประชาชนที่จังหวัดสมุทรสาครนี้

ไม่มีสถานที่ที่จะนั่งปฏิบัติธรรมซึ่งหลังจากที่พระสงฆ์ยอดชายได้มีการคุยกับชาวบ้านแล้วก็รู้สึกว่าชาวบ้านนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาหลังจากนั้นก็ส่งยอดชายจึงมีแนวความคิดอยากจะสร้างสถานปฏิบัติธรรมขึ้นมาในจังหวัดสมุทรสาครโดยชาวบ้านที่เคยมากราบไหว้และใส่บาตรกับพระสงฆ์ยอดชายนั้นก็มีการสนับสนุนอยากจะให้พระสงฆ์ยอดชายนั้นสร้างวัดขึ้นมาเพื่อที่ชาวบ้านจะได้มาทำบุญได้

         ความเป็นมาของวัดท่าไม้ ดังนั้นด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านและพระภิกษุสงฆ์ยอดชายจึงได้มีการร่วมกันก่อสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นมาโดยตั้งชื่อสำนักสงฆ์ครั้งแรกว่าโพธิ์ธรรมรังสีซึ่งการก่อสร้างครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2520 หลังจากที่ก่อตั้งเป็นสำนักสงฆ์แล้วก็มีชาวบ้านให้ความสนใจเป็นอย่างมากวันหยุดก็จะมานั่งปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์แห่งนี้นอกจากนี้ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านก็มีการบริจาคที่ดินและมีการซื้อที่ดินบริจาคเพื่อให้สำนักสงฆ์มีการขยายพื้นที่

    โดยมีคนบริจาคที่ดินให้สำนักสงฆ์แห่งนี้ถึง 2 ไร่ในขณะที่มีการซื้อที่ดินเพิ่มให้อีก 4 ไร่

ทำให้สำนักสงฆ์แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางสามารถสร้างทั้งศาลาท่าน้ำและยังมีศาลาเอนกประสงค์รวมถึงมีกุฏิเจ้าอาวาสมีบ่อน้ำบาดาล  หลังจากที่มีการเปิดเป็นสำนักสงฆ์ได้ประมาณ 7 ปีก็มีการขออนุญาตเปลี่ยนจากสำนักสงฆ์มาเป็นวัดท่าไม้แทนซึ่งได้มีการบูรณะซ่อมแซมสำนักสงฆ์ขึ้นมาใหม่ก่อสร้างอาคารต่างๆกุฏิต่างๆมากมายและถูกบรรจุให้เป็นวัดเมื่อประมาณวันที่ 28 เดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2532 นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  hiallbet

ตำนานอาถรรพ์ของวิหารกระดูก ที่เมือง อีโวรา  ประเทศโปรตุเกส 

                สำหรับตำนาน อาถรรพ์ของวิหารกระดูก เรื่องราวความน่ากลัวและอาถรรพ์ของวิหารที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่ในขณะนี้เป็นวิหารเก่าแก่ซึ่งถูกสร้างมาแล้วหลายร้อยปีโดยวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศโปรตุเกส  ในปัจจุบันวิหารแห่งนี้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปประเทศโปรตุเกสต่างก็ต้องพากันแวะเวียนเข้าไปเพื่อชมความแปลกประหลาดพิสดารของวิหารแห่งนี้ด้วยกันทุกคน

        สำหรับวิหารที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้อยู่ที่เมืองอีโวรา  วิหาร  อาถรรพ์ของวิหารกระดูก  แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นว่ากันว่าสร้างตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 15   และที่สร้างความแปลกประหลาดและความน่ากลัวรวมถึงมีเรื่องราวอาถรรพ์เกิดขึ้นกับวิหารแห่งนี้นั่นก็เพราะว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากกระดูกของคน  โดยตำนานบอกว่ามีคนมากกว่า 5 พันคนด้วยการที่เสียชีวิตแล้วถูกนำกระดูกมาสร้างเป็นวิหารแห่งนี้ขึ้นมาดังนั้นวิหารแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่าวิหารกระดูกนั่นเอง

      นอกจากวิหารกระดูกจะมีกระดูกคนตายมากกว่า 5000 คนถูกนำมาสร้างเป็นวิหารแห่งนี้แล้วว่ากันว่าภายในวิหารนั้นยังมีการนำศพของมนุษย์จำนวน 2 คนนำมาแขวนไว้ตรงที่ผนังของวิหารอีกด้านหนึ่งด้วย  ซึ่งตามตำนานได้พูดถึงจบทั้ง 2 ศพที่ถูกนำมาแขวนไว้ในวิหารถึงที่มาที่ไปของศพทั้ง 2 ศพนั้นได้ว่าในสมัยก่อนนั้น  ได้มีครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่และลูก 

         ครอบครัวนี้ผู้เป็นพ่อนั้นจะมีนิสัยดุร้ายโหดเห*้ยมชอบทำร้ายภรรยาของตนเองและเมื่อลูกชายของพวกเขาเติบโตขึ้นมาก็ได้นิสัยของผู้เป็นพ่อไปดังนั้นหญิงสาวคนเดียวซึ่งเป็นคนในครอบครัวจึงได้ถูกทั้งสามีและลูกชายทำร้ายอยู่เป็นประจำทุกวันโดยหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นเธอเป็นคนที่นับถือศาสนาคริสต์  อย่างไรก็ตามก่อนที่เธอจะเสียชีวิตเพราะถูกทำร้ายจนตายนั้นได้มีการสาปแช่งสามีและลูกของเธอเอาไว้ด้วยคำสาปแช่งของเธอนั้นระบุเอาไว้ว่าเมื่อถึงเวลาที่สามีและลูกของเธอเสียชีวิตขอให้ไม่มีแผ่นดินฝังกลบหน้าได้  

        หลังจากที่หญิงสาวเสียชีวิตได้ไม่นาน ชายทั้งสองคนก็ถึงแก่ความตาย ดังนั้นชาวบ้านจึงช่วยกันนำศพของชายทั้งสองคนไปขุดหลุมฝังศพในสุสานแห่งหนึ่งแต่เกิดเรื่องน่าประหลาดเกิดขึ้นเพราะไม่ว่าชาวบ้านสระขุดหลุมตรงบริเวณไหนก็ตามแต่เมื่อขุดลงไปก็จะเจอกับก้อนหินขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถขุดเป็นหลุมพอที่จะเอาศพลงไปฝังได้  

       เมื่อชาวบ้านไม่สามารถที่จะฝังศพของชายทั้งสองคนได้ซึ่งได้มีการนำร่างของชายทั้งสองคน  ไปที่วิหารกระดูกหลังจากนั้นก็นำซากศพของชายทั้งสองคนนั้นแขวนไว้ตรงบริเวณผนังของวิหาร  ซึ่งวิหารแห่งนี้เป็นวิหารที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระนิกายฟรานซิสกัน  โดยนักบวชภายในวิหารนั้นได้ใช้ซากศพของชายทั้งสองคนในการฝึกสมาธิของนักบวช เพื่อให้นักบวชทุกคนที่ได้เห็นซากศพนั้นเกิดการปลงนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  u12