หมวดหมู่: ประเพณีและวัฒนธรรม

ประเพณีล้านนา

ประเพณีล้านนา ประเพณียี่เป้ง

       สำหรับประเพณียี่เป็งเป็นประเพณีของชาวภาคเหนือที่นิยมจัดกันทุกปี โดยจะเลือกจัดงานตรงกับวันลอยกระทงของปีนั้นนั้น คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณ เดือนพฤศจิกายน  ยี่เป็งเป็นภาษาล้านนา โดยมีการแยกคำออกมาว่า ยี่ ในทางภาษาของลานนานั้นหมายถึง เดือนสอง ซึ่งเดือนนี้เป็นเดือนพฤศจิกายนของทุกปีในความหมายของคนล้านนา

ส่วนคำว่าเป็งนั้น ในภาษาล้านนาหมายถึง พระจันทร์ในคือวันเพ็ญวันจันทร์ขึ้นเต็มดวง 

สำหรับการจัดเตรียมงานฉลองเทศกาลยี่เป็งนั้นทางชาวล้านนาจะมีการเตรียมตัวกันตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำ ซึ่งวันดังกล่าวจะเป็นการเริ่มต้นการเตรียมงาน โดยจะเป็นการเรียมข้าวของ ทั้งอาหาร ขนมและอื่นอื่นอีกมากมาย สำหรับจะเอาไว้ไปทำบุญทีวัดในวันขึ้น 14 ค่ำ และพอตกลางคืนของวันขึ้น 15 ค่ำก็จะเป็นการเริ่มงานประเพณียี่เป็ง

โดยภายในงานจะมีการจัดทำกระทงไปลอยในแม่น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นการลอยกระทงเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและสิ่งศักดิ์ทุกองค์ตามความเชื่อของชาวล้านนา รวมถึงการขมาต่อแม่น้ำคงคา ที่มีการนำน้ำในแม่น้ำลำคลองมาใช้สำหรับกินและอาบ ซึ่งในวันนี้ชาวบ้านต่างก็จะพากันจัดทำโคมเพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือนให้มีความสวยงาม รวมถึงจะมีการจัดงานทำบุญ ฟังเทศมหาชาติ ซึ่งชาวบ้านจะนำโคมมาตกแต่งทำซุ้มประตู นำมาประดับตกแต่งภายในงานที่จะใช้สำหรับให้พระสงฆ์นั่งเทศนาอีกด้วย

นอกจากนี้ยังจะมีการประดับไฟทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างสวยงาม ในตอนพลบค่ำชาวบ้านต่างก็จะมารวมกันเดินทางไปที่โบสถ์เพื่อบูชาเทียน โดยมีความเชื่อกันว่าเป็นการต่อชะตา สะเดาะเคราะห์ และรับโชค รับพร โดยจะมีการทำไส้เทียนเท่ากับอายุตัวเอง และยังมีการเขียนวันเดือนปีเกิดตัวเองลงในกระดาษสา และเมื่อนำไปประกอบพิธีกรรมในโบสถ์เสร็จแล้วก็จะนำเทียนดังกล่าวกลับมาใช้ที่บ้าน ทั้งเอาไว้จุดบูชาพระ  จุดดอกไม้ไฟ หรือเอาไว้จุดปล่อยโคมไฟ 

     สำหรับเทศกาลประเพณียี่เป็งนี้ นอกจากทำบุญ และลอยกระทงแล้ว สิ่งที่เป็นไฮไลของงานที่ผู้คนนิยมเดินทางร่วมงานประเพณียี่เป็งกันมากที่สุดก็คือ การจุดโคมไฟให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยจะมีโคมไฟลอยขึ้นฟ้าเป็นจำนวนมากกว่า หนึ่งพันดวง ทำให้ท้องฟ้าสวยงามมองขึ้นไปเหมือนมีดาวเต็มท้องฟ้าไปหมด

ซึ่งท้องฟ้าในวันนี้จะเป็นเหมือนแสงสีแสด เปล่งประกายระยิบระยับ และประเพณีจัดกันทุกจังหวัดของภาคเหนือ แต่จะมีการจัดงานกันแบบยิ่งใหญ่ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเที่ยวงานมากที่สุดคือที่ จังหวัดเชียงใหม่

 

สนับสนุนโดย  sagame

ประเพณีบุญผะเหวด

ดอกงิ้วป่าที่จะต้องเตรียมเอาไว้ประมาณ1,000ดอกเพื่อเป็นเครื่องบูชาคาถาพันที่ใช้ในงานบุญผะเหวดของชาวภาคอีสาน

ดอกงิ้วป่า ดอกมันปลา และ ดอกปีบ ที่ได้นำเอามาตากให้แห้งและมีกลิ่นหอมอ่อนๆซึ่งเป็นดอกไม้ในจำนวนของ10ชนิดที่ได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างละ1,000ดอกเพื่อเป็นเครื่องที่จะเอาไว้บูชาคาถาพัน หรือ คาถาที่เอาไว้ใช้เทศน์ในงานบุญผะเหวดตามแบบโบราณ

ซึ่งได้เชื่อว่าจะสามารถคุ้มครองชุมชนและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายการหาดอกไม้ป่าและเครื่องบูชาในงานบุญผะเหวดที่ครบถ้วนตามแบบโบราณซึ่มันหาดูได้ยากในปัจจุบันนอกจากแต่ละชุมชนอาจจะปรับลดเพื่อที่ความสะดวกสบายทำให้มหาวิทยาลัยสารคามร่วมกับชุมชนโดยรอบรื้อฟื้นเครื่องทำบูชาและอนุลักษณ์การทำบุญผะเหวดตามแบบประเพณีดั่งเดิมของชาวลาวและชาวอีสานเพื่อที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาถึงแม้ว่าทางเหล่าคณะอาจราย์จะไม่พากันรื้อฟื้นชาวบ้านแถวนั้นก็จะต้องทำกันเองเพราะว่ามันจะขาดไม่ได้เลย

สำหรับงาน บุญผะเหวดและไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ชั่งยังไงก็จะต้องทำอีสานจะต้องทำบุญผผะเหวดปีหนึ่ง จะต้องทำบุญผะเหวด1ครั้งต่อปีและจะต้องเป็นเดือน4เท่านั้นเดือน5จะทำไม่ได้อีกทั้งชาวบ้านแถวนั้นก็ยังเชื่ออีกว่าในการทำบุญผะเหวดนี้จะช่วยทำให้หมู่บ้านนั้นได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขและถ้ามีการจัดงานและทำไม่ถูกก็ไม่ดีไปอีกและทั้งนี้

ชาวบ้านแถวนั้นยังได้บอกอีกว่าบุญที่สำคัญนั้นจะต้องเป็นบุญผะเหวดจนได้มีการเขียนบันทึกเอาไว้และได้สืบทอดต่อลูกต่อหลานกันมาว่าชุมชนไหนก็ชั่งถ้าไม่ทำบุญผะเหวดเพื่อเป็นการบูชาเทพมหาธาตุนั้นจะเกิดเหตุไฟจะไหม้เมืองเกิดความไม่มั่งคลต่อบ้านเมืองแต่ถ้าหากหมู่บ้านที่ไหนๆได้จัดงานทำบุญผะเหวดอย่างถูกต้องพระคาถาพันท่านจะคุ้มครองทั้วหมดทั้งประเทศและในพื้นที่แห่งนั้นๆนั่นก็จะหมายความว่าชาวบ้านแถวนั้นก็จะอยู่ร่มเย็นเป็นสุขสำหรับในการเขียนภาพผะเหวดขนาดเล็กโดยที่ใช้ผ้าไหมและในการทำเทียนหางหนู

โดยจะตัดฝ่ายให้เป็นเส้นยาวได้นำเอามาชุมขี้ผึ้งแท้ที่ได้นำเอามาจากปนะเทศลาวตามความเชื่อเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งการแกะสลักต้นหม่อนให้กลายมาเป็นดอกโนซึ่งเป็นเพียวส่วนหนึ่งของการเตรียมงานบุญผะเหวดที่จะต้องอาศัยความรวมมือของคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนปัจจุบันในการเตรียมเครื่องบูชาและดอกไม้ป่าตามที่บันทึกเอาไว้ในตำนานโบราณทำได้ลำบากเพราะวัตถุดิบนั้นมันหาได้ยากกว่าในอดีต

พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญไปเวียงจันทร์

ประวัติการค้นพบพระแก้วมรกตและสาเหตุที่พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญไปเวียงจันทร์

ตามประวัติตำนานพระแก้วมรกตนั้นว่ากันว่าการค้นพบพระแก้วมรกตนั้นมีมานานเกินกว่า 500ปีมาแล้วโดยมีการระบุเป็นหลักฐานเอาไว้ว่าครั้งแรกที่มีการค้นพบพระแก้วมรกตนั้นพบว่ามีการซ่อนเอาไว้ที่วัดป่าแห่งหนึ่งแห่งเมืองเชียงรายโดยเจดีย์องค์นั้นถูกฟ้าผ่าทำให้ยอดเจดีย์หักซึ่งจังหวะนั้นเองมีพระสงฆ์รูปหนึ่งได้มาพบกับพระพุทธรูปที่ซ่อนอยู่ภายในเจดีย์ปูนแห่งนั้นพระสงฆ์องค์นั้นที่เป็นคนเจอพระแก้วมรกตจึงคิดว่าพระพุทธรูปที่ค้นพบเป็นเพียงแค่พระพุทธรูปที่สร้างมาจากหินเท่านั้นจึงได้นำพระพุทธรูปไปวางเรียงรายรวมกับพระพุทธรูปองค์อื่น

และต่อมาไม่นานปูนที่ฉาบบริเวณปลายฐานของพระพุทธรูปเกิดปรากฎการณ์ออกทำให้มองเห็นว่าด้านในของพระพุทธรูปเป็นสีเขียวมรกตหลังจากนั้นจึงได้มีการกะเทาะปูนที่ครอบพระพุทธรูปสีเขียวเอาไว้อยู่ทำให้เห็นว่าพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวที่อยู่ด้านในถูกสร้างมาจากอินมรกตซึ่งเป็นลักษณะของการสร้างจากหยกชิ้นเดียวทั้งองค์และไม่มีรอยแตกที่ไหนเลยซึ่งหลังจากนั้นเรื่องดังกล่าวได้รู้ไปถึงหูของเจ้าเมืองเชียงใหม่พระองค์จึงสั่งให้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ยังเมืองเชียงใหม่แต่ระหว่างทางที่อัญเชิญกลับพบว่าช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตนั้น

เมื่อถึงทางแยกระหว่างเชียงใหม่และลำปางกับตื่นตระหนกไม่ยอมเดินไปฝั่งของทางเชียงใหม่ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นถึงสามครั้งทำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่เปลี่ยนใจให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่เมืองลำปางแทนและนำพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ที่วัดพระแก้วเป็นเวลาประมาณสามสิบกว่าปี ประมาณปี พ.ศ. 2011 เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ใหม่เรืองอำนาจจึงได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่วัดเจดีย์หลวงในเมืองเชียงใหม่เจ้าเมืองเชียงใหม่และพระองค์ยังได้มีการสั่งให้สร้างปราสาทขึ้นภายในวัดเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตแต่ก็เกิดฟ้าผ่าทำให้ยอดประสาทเสียหาย

จึงทำให้พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญนำมาเก็บไว้ในตู้ของวัดและได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่เป็นเวลา 84 ปี ต่อมาลูกสาวเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้สมรสกับเจ้าโพธิสารเจ้าผู้ครองเมืองหลวงพระบางและได้มีโอรสนามว่าพระไชยเชษฐ์ซึ่งในปี พ.ศ. 2094 เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้เสด็จสวรรคตโดยไม่มีทายาททำให้พระไชยเชษฐ์จำเป็นต้องเดินทางกลับมาปกครองเมืองเชียงใหม่และได้มีการเปลี่ยนพระนามเป็นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช และหลังจากพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ได้ไม่นาน พระเจ้าโพธิสารซึ่งเป็นบิดาของพระองค์เสด็จสวรรคต ทำให้พระองค์ต้องเสด็จกลับเมืองหลวงพระบางและพระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วยและพระองค์ก็ตัดสินใจอยู่ปกครองเมืองที่หลวงพระบางซึ่งต่อมาพม่าบุกยึดเชียงแสนได้สำเร็จทำให้พระเจ้าไชยเชษฐ์ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์และหลังจากนั้นพระแก้วมรกตจึงได้ประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทร์ถึง215 ปี

ประเพณีการแข่งขันเรือยาว

ประเพณีการแข่งขันเรือยาวถือได้ว่าเป็นประเพณีที่เป็นมรดกวัฒนธรรมทางสายน้ำของชาวไทย

ที่มีการสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วยการผูกพันธ์กับสายน้ำต่างๆเหล่านี้โดยจะมีเรือและผู้คนชาวบ้านในระแวกที่อยู่กับริมแม่น้ำนั้น พวกเขาจะมีความสามัคคีกันไม่น้อยเลยโดยจะมีการร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นเอง

สำหรับประเพณีนี้มักจะมีการเกิดขึ้นพร้อมๆกับการทำบุญและการตักบาตร ในช่วงเทศกาลต่างๆ โดยจะมีเทศกาลที่สำคัญนั่นก็คือ เทศกาลออกพรรษา และทอดกฐินผ้าป่าสามัคคี

สำหรับประเพณีการแข่งเรือยาวนี้ถือได้ว่าเป็นเกมกีฬาที่มีความเก่าแก่ เพราะมีการเล่นกันตั้งแต่สมัยโบราณกาลย้อนกลับไปถึงสมัยอยุธยากรุงเก่าของเรานั่นเอง การแข่งเรือนั้นนอกจากจะนิยมภายในราชวังแล้วยังนิยมไปทั่วทุกพื้นที่โดยชาวบ้านหรือพวกพ่อค้าก็ตามสามารถเล่นกีฬานี้กันหมด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้มีการปรากฏในกฏมณเทียรบาลเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆที่มีมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อีกด้วย เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกจารึกไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาโบราณของเรา มีความดังนี้ว่าพระราชพิธีเดือน ๑๑ จะมีการแข่งเรือยาวขึ้น เพื่อเป็นการฝึกปรือกำลังพลทหารประจำกองเรือนั่นเอง

สำหรับการแข่งเรือยาวของพวกชาวบ้านนั้นถือได้ว่าจัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการละเล่นในช่วงเทศกาลทอดกฐินของคนไทยทอดผ้าป่า ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือน ๑๑ – ๑๒ ซึ่งจะตรงกับฤดูน้ำหลากพอดี ซึ่งเหล่าชาวบ้านที่มีการตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำต่างๆนั้น จะมีการนำเรือเพื่อเป็นการใช้งานเป็นประจำอยู่แล้วเมื่อถึงหน้ากฐิน ผ้าป่าสามัคคีก็มักจะนิยมนำเรือมาร่วมขบวนแห่ผ้ากฐิน องค์ผ้าป่าไปยังวัดอยู่แล้วดังนั้นหากมีการแห่เสร็จก็จะทำการแข่งเรือเป็นการเล่นให้สนุกสนานต่างๆนานา

กีฬาแข่งเรือนั้นได้พัฒนาขึ้นตามลำดับแถมยังเป็นกีฬาที่มีการเชื่อมต่อเป็นการสานสัมพันธ์ให้กับทุกคนอีกด้วย แถมกีฬานี้ยังเป็นเป็นเกมกีฬาระดับประเทศชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯอีกด้วย จึงทำให้กีฬานี้ได้กลายเป็นกีฬาทางน้ำที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในหลายๆ จะมีการจัดขึ้นกันที่สนามแข่งขันบริเวณตามลุ่มน้ำสำคัญในประเทศ เช่น ประเพณีแข่งขันเรือยาวจังหวัดพิจิต การแข่งขันเรือยาวจังหวัดน่าน การแข่งขันเรือยาวจังหวัดชุมพร  และจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นลุ่มน้ำสำคัญในประเทศไทย

จุดประสงค์หลักๆของความสำคัญในการจัดการแข่งขันเรือยาวนี้ถือได้ว่าเป็นประเพณีต่างๆที่ดีเพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีของฝีพายในเรือลำเดียวกัน  และเห็นความเสียสละของฝีพายที่จะต้องขยันหมั่นซ้อมพาย เพื่อเป็นการทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเสน่ห์ของเกมกีฬาประเภทนี้อีกอย่างก็คือ จังหวะ ความพร้อมเพรียงในการพาย การจ้วงพายให้เร็วขึ้นเมื่อเข้าใกล้เส้นชัย กระชับ รวดเร็วแต่พร้อมเพรียงกัน การแข่งขันที่ให้คนดูได้ลุ้นอยู่ตลอดเวลา และการพากย์เสียงของพิธีกรประจำสนามที่ต้องยอมรับว่าสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับการแข่งขันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว