ผู้เขียน: admin

ตำนานรักต้องห้ามของพระนางคลีโอพัตรา กับ มาร์คแอนโทนี่

      อย่างที่เรารู้กันดีว่าพระนางคลีโอพัตรานั้นคือราชินีของประเทศอียิปต์ที่มีความงดงามมากที่สุดในโลกซึ่งงามของพระนางคลีโอพัตรานั้นปัจจุบันทุกคนก็ยังรู้และได้ยินกันอยู่ถึงความงดงามของพระองค์มีตำนานที่พูดถึงพระนางคลีโอพัตราเกี่ยวกับความรักของพระนางที่มีต่อชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่ามาร์คแอนโทนี่ส่วนรายละเอียดของตำนานที่มีการเล่าขานกันมาจากคนเฒ่าคนแก่ของประเทศอียิปต์ที่มีการพูดถึงพระนางคลีโอพัตรานั้นก็คือ พระนางคลีโอพัตรานั้นเป็นผู้ครองเมืองอียิปต์พระองค์นั้น

มีความงดงามเป็นอย่างมากชายใดได้เห็นก็จะตกหลุมรักในความงามของพระองค์อีกทั้งพระองค์นั้นยังเป็นหญิงที่มีความฉลาดหลักแหลมอยู่มาวันหนึ่งแอนโทนี่ซึ่งเป็นผู้ครองเมืองอเล็กซานเดรียได้มีการทำสัญญาร่วมกันกับพระนางคลีโอพัตราเกี่ยวกับเรื่องของการผูกมิตรกันเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับประเทศของกันและกันแต่เมื่อ Anthony

ได้เจอหน้านางคลีโอพัตราก็ทำให้อันที่นั่นตกลงรักพระนางคลีโอพัตราในทันทีซึ่งทั้งที่อัสนีนั้นก็มีภรรยาเป็นของตนเองอยู่แล้วโดยพระยาของเขานั้นคือน้องสาวของออคตาเวียนซึ่งเป็นเจ้าเมืองกรุงโรมอย่างไรก็ตามเมื่อทั้งพระนางคลีโอพัตราและตกหลุมรักซึ่งกันและกันพวกเขาถึงได้ชวนกันย้ายกับประโยชน์ที่เมืองอเล็กซานเดรีย

โดยให้ทหารที่มีความเก่งกาจสามารถคอยดูแลบัลลังก์ที่ประเทศอียิปต์เอาไว้และเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของออกตาเวียนเจ้าผู้ครองกรุงโรมก็ทำให้เขารู้สึกโกรธเป็นอย่างมากจี้แอนโธนี่นั้นต้องไปน้องสาวของเขามาอยู่กินกับพระนางคลีโอพัตราทำให้เขายกกองทัพกรุงโรมไปบุกและทำสงครามกับทางอียิปต์โดยเดินทางไปทำสงครามกันผ่านทางเรือในแม่น้ำไนล์ 

ซึ่งการทำสงครามในครั้งนี้นั้นเป็นผู้ดำเนินการออกรบโดยให้พระนางคลีโอพัตรานั้นอยู่ที่ในเมืองอเล็กซานเดรียอย่างไรก็ตามระหว่างที่ยังตอนนี้กำลังทำศึกสงครามอยู่นั้นเขาได้ข่าวจากทหารว่าพระนางคลีโอพัตรานั้นได้เสียชีวิตลงแล้วทำให้แอนโทนี่นั้นรู้สึกเศร้าเสียใจจากการจากไปของพระนางคลีโอพัตราเป็นอย่างมาก ในที่สุดตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตายตามพระนางคลีโอพัตรา

ไปแต่เมื่อชนิดตายเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเป็นแค่กลลวงของเจ้าเมืองกรุงโรมนั่นเองพระนางคลีโอพัตราเมื่อได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเจนี่ว่าเสียชีวิตเพราะจากการเสียใจที่ถูกหลอกว่าพระนางคลีโอพัตรานะเสียชีวิตก็เกิดความเศร้าเสียใจและคิดถึงแอนโทนี่เป็นอย่างมากในที่สุดพระนางคลีโอพัตราจึงได้ตัดสินใจฆ่าตัวเองตายด้วยการนำงูที่มีพิษของประเทศอียิปต์มากัดที่บริเวณด้านหน้าอกข้างซ้ายของพระองค์ตายตาม แอนโทนี่ ไปกันเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88

ประเพณีรับบัวโยนบัว 

  พูดถึงประเพณีเก่าแก่ที่มีการปฏิบัติมาตั้งแต่ในสมัยโบราณจวบจนปัจจุบันนี้ลูกหลานก็ยังคงยึดถือปฏิบัติตามบรรพบุรุษเรื่อยมาตัวอย่างประเพณีที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือประเพณีรับบัวโยนบัวซึ่งถือได้ว่าเป็นประเพณีของประชาชนชาวภาคกลางโดยเฉพาะ โดยประเพณีนี้ได้มีการจัดขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการโดยจะจัขึ้นในอำเภอบางพลีสำหรับประเพณีนี้มีการระบุเอาไว้ว่ามีการจัดงานกันมานานเกินกว่า 80 ปีมาแล้ว

ซึ่งประเพณีรับบัวโยนบัวนั้น เป็นประเพณีที่ เกี่ยวพันมากับตำนานนั่นก็คือตำนานที่เกี่ยวกับหลวงพ่อโตก่อนที่หลวงพ่อโตนั้นจะมาปฏิภาณอยู่ที่วัดในจังหวัดสมุทร ประการนั่นเองซึ่งในสมัยก่อนนั้นว่ากันว่าหลวงพ่อโตนั้นเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปทั้งสามรูปที่มีการลอยน้ำมาและหลวงพ่อโตก็ได้มาติดอยู่ตรงบริเวณท่าน้ำปากคลองสำรองซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นความตั้งใจขององค์พระพุทธรูปหลวงพ่อโตที่อยากจะมาช่วยเหลือชาวบ้านให้ผลทุกผลโศกจึงได้รอยตามน้ำมาถึงบริเวณนี้แล้วไม่ยอมรายไปที่ไหนนั่นเองซึ่ง ในครั้งนั้นที่ชาวบ้านสามารถอัญเชิญหลวงพ่อโตขึ้นมาจากน้ำได้นั้นก็ได้มีการทำบุญให้กับหลวงพ่อโตยังครั้งยิ่งใหญ่

และหลายคนยังได้เคยเห็นอภินิหารของหลวงพ่อโตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนหากใครก็ตามที่ไปขอพรกับหลวงพ่อโตนั้นก็มักจะสมหวังทุกครั้งไปจึงมีคนไปแก้บนหลังจากที่ได้พรสมตามปรารถนาจากหลวงพ่อโตแล้วมากมายจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีการเดินทางไปบนบานศาลกล่าวกับหลวงพ่อโตกันอย่างไม่ขาดสายและแน่นอนว่าเมื่อชาวบ้านนั้นให้ความรักเคารพนับถือหลวงพ่อโต

จึงได้มีการสร้างประเพณีหนึ่งขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องของการจัดงานเพื่อแสดงถึงความเคารพให้กับหลวงพ่อโตนั่นเองโดยในทุกปี ของวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 ชาวบ้านที่อำเภอบางพลีจะมีการจัดงานรับบัวโยนบัวได้สมัยก่อนนั้นชาวบ้านจะนำพระพุทธรูปองค์หลวงพ่อโตใส่เรือขนาดใหญ่แล้วลอยไปตามน้ำเพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้นได้ทำบุญร่วมกันแต่เนื่องจากว่าเรือต้องรออยู่กลางน้ำประชาชนจึงทำบุญด้วยกันนำดอกไม้มาไหว้หลวงพ่อโตด้วยการโยนใส่เข้าไปในเรือที่มีองค์หลวงพ่อโตอยู่จึงเรียกบอกแค่นี้ว่าเป็นประเพณีโยนบัว

ซึ่งคนที่อยู่ในเรือก็จะคอยรับดอกบัวที่ชาวบ้านโยน เข้ามาในเรือเพื่อจะให้นำไปถวายหลวงพ่อโตซึ่งเรียกการกระทำนี้ว่าการรับบัวดังนั้นประเพณีนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นประเพณีโยนบัวรับบัวนั่นเองแต่เนื่องจากว่าดอกไม้ที่ชาวบ้านนำมาถวายนั้นมีมากจนเกินไปคนในเรือจึงได้มีการแบ่งดอกไม้ให้กับหลวงพ่อองค์อื่นๆเพื่อเป็นการแสดงความเคารพนับถือพระพุทธรูปองค์อื่นๆด้วย และประเพณีนี้ก็มีการทำแบบนี้เรื่อยมานับตั้งแต่ปู่ย่าตายายมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานนั่นเองปัจจุบันนี้ประเพณีรับบัวรวมตัวก็ยังคงมีอยู่

 

สนับสนุนโดย  entaplay pantip

ตำนานการสู้รบของทหารอังกฤษและเยอรมัน

บนเรียนทางภูมิศาสตร์

ภาพนี้ได้ถูกถ่ายขึ้นในปี1917ในสมรภูมิที่เมืองMessinesเป็นรูปภาพองทหารจำนวนมากที่ได้ยืนอยู่บนบริเวณหลุมระเบิดขนาดยักษ์ที่มีความกว้าง75เมตรและลึก12เมตร และยังได้กล่าวอีกว่าก่อนพื้นที่บริเวณนี้จะกลายเป็นหลุมเคยถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของกองทัพเยอรมันหลายหมื่นชีวิตทางประเทศอังกษฤได้ใช่เวลากว่าหนึ่งปีในการขุดอุโมงค์ลึก22อุโมงค์เพื่อฝังระเบิดหลายลูกรวมน้ำหนักกว่า400ตันใต้บริเวณเขตแดนของกองทัพเยอรมันทหานเยอรมันกว่าหมื่นนายถูกกำจัดโดยทันทีจากระเบิดครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีีมนุษย์สร้างขึ้นใมนยุคก่อนที่จะมีการประดิษฐ์ระเบิดปรมาณูก่อนเกิดการระเบิด นายพลชาร์ แฮร์ริงตันแม่ทัพภาคที่สองแห่งกองทัพอังกษฤได้กล่าวเอาไว้ว่าสุภาพบุรุษทุกท่าน แม้ว่าเราจะไม่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้ในพรุ่งนี้แต่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์ให้จงได้

การประกาศศักดา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่1ได้จบลงแล้วในปี1918สหรัฐได้เฉลิมฉลองที่สามารถเอาชนะฝ่ายมหาอำนาจกลางได้จึงทำให้การรวมหมวกของทหารเยอรมันแล้วเรียงกันเป็นพีระมิด โดยตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟ Grand Central Terminal ในเมืองนิวยอร์ก หมวกPickelhaubesที่มีปลายแหลมจำนวน12,000ใบได้ถูกนำมาจัดแสดงตั้งเรียงเป็นทางยาวโดยมีธงและนกอินทรีย์ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งเพ่ือแสดงถึงชัยชนอันสมบูรณ์จึงมีรูปปั้นของ ไนกี เทพเจ้าแห่งชัยชนะตั้งอู่บนยอดของพีระมิดนั้น

เสียงแห่งความสงัด

ภาพของแถบคลื่นเสียงนี้เป็นเสียงของการระดมยิงปืนใหญ่อย่างบ้าคลั่งที่บริเวณทัพหน้าของฝ่ายอเมริกันที่ได้เกิดขึ้นเป็นเวลาไม่กี่วินาทีก่อนเวลา11นาฬิกาของวันสงบศึกกับเยอรมนีในวันที่11พฤศจิกายน1918 และอีกช่วงหลายวินาทีต่อมา เมื่อสิ้นเสียงปืนพบว่ามีแต่ความสงัดไร้ซึ่งเสียงใดๆเวลาสิ้นสุดของสงครามอย่างเป็นทางการถูกกำหนดให้เป็นช่วงเวลาตีห้าแต่ทว่าชั่วโมงต่อมาจากนั้นทหารกว่าหมื่นนายยังคงทำการสู้รบทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายอีกเป็นจำนวนมากเหล่าบังคับบัญชาในฝ่ายสัมพันธมิตรยังคงได้ใช้เวลาในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนสิ้นสงครามเพื่อสร้างอำนาจและการล้างแค้นเมื่อกองทัพเยอรมันจำนนในช่วง72ชั่วโมง

ก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญาสงบศึกเหล่าผู้บังคับบัญชาฝ่ายเยอรมันต่างวิงวอนขอให้ฝ่ายสัมพันธมิตรหยุดยิงลงแต่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดแห่งฝ่ายสัมพันธมิตร เฟอร์ดินองต์ ฟอช ยังคงออกคำสั่งต่อกองทัพว่าจะไล่ล่าและฝากรายดาบเอาไว้บนหลังของพวกเยอรมันเครื่องจักรสงครามซึ่งรูปภาพเหล่านี้ได้ถูกภ่ายขึ้นเมื่อในปี1916เป็นภาพที่ทหารอังกฤษกำลังยืนอยู่ที่กองกระสุนปืนใหญ่ขนาด105มม.กองมโหฬารได้แสดงให้เห็นถึงการสู้รบของทหารอังกฤษเพื่อต่อต้านทหารเใยอรมันในฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในทุกวันโดยทหารอังกฤษนั้นจะคอยซุ่มอยู่ในโคลนหลังลวดหนามเพื่อระดมยิงปืนใหญ่

 

สนับสนุนโดย  next88 มือถือ

สัญลักษณ์บนธนาบัติอลิลูมินาติ

วันนี้เราจะมาพูดถึงสัญลักษณ์บางอย่างที่มีอยู่ในสัญลักษณ์บนธนาบัติอลิลูมินาติ 

สำหรับลายละเอียดที่มีอยู่บนธนาบัติอย่างแรกเลยก็คือภาษาลาติที่เคยเขียนว่าNovus Ordo Seclorum ถ้าจะให้พูดอย่างชัดเจนเลยก็คือระเบียบของโลกใหม่อันนี้มันก็คืออย่างแรกอันดับที่สองรหัสเลข666ๆที่อยู่ด้านหลังธนาบัติก็คือสัญลักษณ์ของสัตว์ร้ายและยังได้มีดวงตาอยู่ตรงกลางที่อย่ในสามเหลี่ยมบนยอดสุดของพีระมิดที่ยังต่อไม่เสร็จที่เขาได้เชื่อกันว่ากลุ่มอิลลูมินาติ

ที่มันกำลังจ้องมองโลกอยู่แต่อีกหนึ่งความหมายหนึ่งก็คือ ดวงตาของซาตานนั้นเอง โดยสามเหลี่ยมพีระมิคที่มีเครื่องหมายของอิลลูมินาติอยู่ก็ได้มีรายละเอียดที่มันดูน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่าNumerology หรือศาสตร์ทางตัวเลข ซึ่งได้เป็นองค์กรที่มีความเก่าแก่จากคัมภีร์ฮีบรูหรือว่าชาวยิวนั่นเองโดยได้มีการบอกเป็นโค้งของตัวหนังสือผ่านตัวเลข

ยกตัวอย่างเลข888มันจะมีความหมายว่าจิตใจที่สูงกว่าหรือจิตใจที่ศักดิ์สิทธิ์แต่รหัส666มันคือจิตใจที่มีความเกี่ยวข้องกับความตายหรือคำว่าซาตานนั้นเอง ส่วนที่น่าสนใจต่อมาก็คือส่วนที่อยู่ตรงตัวอักษรที่อยู่บนฐานพีระมิดที่เขียนตัวอักษรเอาไว้ว่าMDCCLXXVI ซึ่งถ้าเจว่าเรามองตรงๆแล้วมันอาจจะไม่มีความหมายแต่ถ้าเราได้เอาตัวอักษรเหล่านี้ไปแปลเป็นตัวเลข

ในโรมันจะแปลได้ดังนี้MDCคือ1,600CLXคือ160xviคือ16 เมื่อได้เอามารวมกันแล้วจะเป็น1,600บวก160บวก16ก็คือ1776 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ก็คือปีที่ลงนามประกาศอิสรภาพของอเมริกา เมื่อวันที่4กรกฎาคมปี1776นั่นเอง ในธนาบัติเพียงใบเดียวมันได้มีลายละเอียดที่ลงลึกถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของประเทศประเทศหนึ่งเลย

มันเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ต่อมา ซึ่งที่น่าสนใจอีกหนึ่งอันก็คือ อินทรีย์ที่อยู่ทางด้านขวามือที่ได้เป็นสัญลักษณ์ในสมัยโบราณ ซึ่งงได้เป็นที่รู้จักกันในนามของนกฟีนิกซ์หรือว่านกอมตะนั่นเองและในปัจจุบันสัญลักษณ์นี้ได้ถูกนำเอาไปใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำทำเนียบของประธานาธิบดีสหรัฐเมริกาหรือทำเนียบขาวนั่นเองแต่ถ้าพูดถึงในเรื่องของกลุ่มอลิลูมินาติ

เราเชื่อว่าหลายๆคนที่ได้มีข้อมูลอยู่บ้างจะต้องพูดถึงกลุ่มFreemasonsแน่นอนสำหรับกลุ่มFreemasonsบางคนก็อาจจะนึกภาพไม่ออกถ้าใครที่ได้่เคยดูหนังของNational Treasureก็น่าจะเคยเห็นกันอยู่บ้างว่ากันว่าในสมาคมลับนี้ได้ทำงานกับกลุ่มอิลลูมินาติและได้มีส่วนรวมกับทุกๆเหตุการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวบนโลกของเราเลยไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกหรือว่าสงครามต่างๆที่เราได้กล่าวไปข้างต้นโดยสมาคมFreemasonsได้ถูกก่อตั้งเพื่อปกป้องเพื่อการมีผู้นำประเทศที่นำผาไปอย่างไรทิศทาง

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

ตำนาน Chained Oak-ต้นโอ๊กที่ถูกล่ามโซ่

       ตำนานเกี่ยวกับต้นโอ๊คนี้เป็นตำนานเก่าแก่ของประเทศอังกฤษว่ากันว่ามีอายุมามากกว่า 200 ปีมาแล้วเป็นเรื่องราวอาถรรพ์และเกี่ยวกับเรื่องของการสาปแช่งเลยต้องออกที่เรากำลังจะพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ซึ่งตอนนี้ต้องเอาต้นนี้ถือว่าเป็นต้นโอ๊กที่เก่าแก่ที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านอัลตัน  ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของรัฐสแตฟฟอร์ดเชียร์ โดยต้นโอ๊กนี้จะขึ้นในอยู่ในป่า ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ  ตำนานเกี่ยวกับนัต้นโอ๊กนั้น เป็นตำนานต้องคำสาป

ซึ่งมีมาแต่โบราณโดยระบุว่าเหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศักราช 1830 ในตำนานนี้ที่พูดถึงครอบครัวตระกูล เอิร์ล ซึ่งสกุลนี้ถือได้ว่าเป็นตระกูลเก่าแก่และเป็นตระกูลขุนนางในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้เรื่องเล่ามีอยู่ว่าในขณะที่ เอิร์ล กำลังเดินทางออกจากที่ทำงานเพื่อจะไปที่บ้านของเขานั้นระหว่างทางเอิร์ล

ได้พบกับผู้หญิงแก่คนหนึ่งซึ่งเธอนั้นออกมายืนอยู่ริมถนนขวางรถม้าของเขาเอาไว้เลยเธอนั้นร้องขอเงินจากเอิร์ล ซึ่งเป็นเงินที่ไม่สูงมากนักเพียงแค่ประมาณ 1 เหรียญเท่านั้นแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เอิร์ลทำนั่นก็คือเขาไล่หญิงชราคนนั้นไม่ให้มาขวางทางรถม้าของเขาอีกทั้งยังด่าทออย่างหยาบคายทำให้หญิงชราคนนั้นเกิดความไม่พอใจในที่สุดเธอ

ก็ได้เอ่ยคำสาปแช่งเอิร์ลออกมาด้วยคำสาปแช่งของเธอนั้นเป็นการสาปแช่งตระกูลของเอิร์ล เลยก็ว่าได้เพราะว่าหญิงชายคนนั้นบอกว่านับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปถ้าหากต้นโอ๊กที่อยู่ข้างทางตอนนี้มีกิ่งหักลงมาเมื่อไหร่จะส่งผลให้คนในครอบครัวของเอิร์ล คนใดคนหนึ่งนั้นจะต้องเสียชีวิตลงและทุกครั้งที่กิ่งของต้นโอ๊กก็จะมีคนเสียชีวิตทุกครั้งโดยคนนั้นจะเป็นคนในตระกูลของเอิร์ล  ทั้งสิ้นและแน่นอนว่าเอิร์ล ไม่เชื่อเรื่องนี้อยู่แล้วเขาจึงได้เดินทางกลับบ้านแต่อย่างไรก็ตามในคืนวันนั้นเอง

อยู่ๆคนในครอบครัวของเอิร์ล ก็เสียชีวิต 1 คนซึ่งรับไปดูที่ต้นโอ๊คแล้วปรากฏว่าในคืนนั้นมีพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงทำให้กิ่งโอ๊คนั้นหักออกมา 1 กิ่งซึ่ง เอิร์ล ไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอนว่าจะเป็นเพราะคำสาปแช่งแต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเป็นต้นมาทุกครั้งที่มีต้นโอ๊กหักก็จะมีคนในตระกูลของเอิร์ล เสียชีวิตทำให้เอิร์ล

เรื่องเสื้อกับคำสาปแช่งนั้นจึงสั่งให้คนงานนำโชคขนาดใหญ่ไปมัดต้นโอ๊กเอาไว้เพื่อมิให้ กิ่งของต้นโอ๊กก็ลงมานั่งเองปัจจุบันนี้มีนักท่องเที่ยวหลายคนต่างก็พากันเดินทางไปดูต้นโอ๊กวันนี้ซึ่งลักษณะของต้นยังคงมีโซ่เก่าแก่ของอยู่และที่สำคัญบริเวณรอบต้นโอ๊กนั้นก็จะมีการทำทางเดินซึ่งเป็นม้าหินขึ้นไปสู่นักต้นโอ๊กต้นดังกล่าว  ตำนานเก่าแก่นี้ก็ยังคงมีการเล่าขานกันอยู่เรื่อยมา

ซึ่งนักท่องเที่ยวที่พากันเดินทางไปเที่ยวที่นี่ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขานั้นเชื่อเกี่ยวกับเรื่องตำนานนี้อย่างแน่นอนเพราะเมื่อเขาเดินทางไปเห็นโซ่เก่าแก่ที่คล้องอยู่กับต้นไม้เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของต้นไม้ต้นนี้ราวกับว่ามันไม่อยากให้ใครไปเข้าใกล้มันนั่นเอง

 

สนับสนุนมาจาก  entaplay

ตำนาน เชียงใหม่กับชายรูปงามแห่งเมืองหนองหาร จังหวัดอุดรธานี 

          สำหรับตำนานนี้ได้พูดถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาดีเป็นที่ชอบพอของหญิงสาวไม่ว่าจะเป็นหญิงโสดหรือหญิงหม้ายหรือหญิงที่มีสามีแล้วก็ตามจนทำให้เขาต้องจบชีวิตลงจากความรูปหล่อของเขาโดยที่เขานั้นไม่มีความผิดเลยซึ่งเรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยโบราณในช่วงที่มีลาวอพยพเข้ามาอยู่ในตำบลหนองหารแห่งนี้ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นที่อยู่ของหมู่บ้านเชียงงาม ในสมัยนั้นมีครอบครัวครอบครัวหนึ่งมีลูกชายที่หน้าตาน่ารักมากซึ่งเมื่อเขาถึงวัยเจริญเติบโตถึงคราวที่จะต้องบวช เขาจึงได้ให้ลูกชายนั้นบวชที่วัดแห่งหนึ่งเมืองแถวชานเมือง และด้วยความที่หน้าตาดีนี้เอง

ต่างพากันเดินทางมาเพื่อที่จะมาทำบุญที่วัดแห่งนี้โดยส่วนใหญ่ก็มักจะมาทะเลาะเบาะแว้งกันเพื่อต้องการที่จะเอาใจสามเณรรูปงามองค์นี้ ต่อมาถึงกำหนดที่สามเณรนั้นจะต้องบวชเป็นพระด้วยสมัยโบราณนั้นหากเณรสึกออกมาจากการเป็นเณรแต่ยังไม่ได้บวชเป็นพระ จะเรียกกันว่าเชียง และด้วยที่สามเณรองค์นั้นมี รูปร่างหน้าตาที่งดงามทำให้เขาถูกเรียกว่าเชียงงาม

  หลังจากที่สาวๆรู้ว่าเชียงงามนั้นกลับมาอยู่ที่บ้านแล้วต่างก็พากันเดินทางมาที่บ้านของเชียงใหม่รามโดยพากันมาทะเลาะตบตีแย่งเพื่อที่จะปฏิบัติเอาใจเชียร์งามซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้มีเจ้าแม่เมืองของเมืองเชียงรายร่วมอยู่ด้วย ผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นหญิงโสดหรือหญิงที่มีสามีแล้วต่างก็พากันที่มาบ้านของเชนงามเพื่อมาเอาอกเอาใจเชรียงงามกันจนเป็นเหตุให้สามีของหญิงสาวเหล่านั้นต่างก็พากันไม่พอใจ

และบรรดาสามีของหญิงสาวเหล่านั้นต่างก็พากันลงตัวไปฟ้องเจ้าเมืองหนองหานบอกว่าเชียงงามนั้นมาแย่งภรรยาของตนเอง ทำให้ครอบครัวของพวกเขานั้นเดือดร้อนจนเป็นสาเหตุให้เจ้าเมืองหนองหานได้มีการเรียกเชียงงามเข้าพบ และมาสอบสวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยเชียงงามนั้นได้มีการปฏิเสธไปว่าตนเองนั้นไม่ได้มีการล่อลวงให้หญิงคนไหนมาปรนนิบัติพัดวีแต่ว่าผู้หญิงเหล่านั้น

เดินทางมาหาตนเองและนำเข้าของมาให้ตนเอง แต่เจ้าเมืองหนองหานนั้นไม่ยอมฟังคำอธิบายของเชียงงามโดยมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความผิดของเชียงงามจึงให้เพชฌฆาตมาทำการตัดหัวของเชียงงามไปเสียบประจาน เพราะเจ้าเมืองหนองหานมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนในขณะที่เพชฌฆาตกำลังจะตัดคอเชียงงามนั้น

เขาได้ตะโกนสาปแช่งเจ้าเมืองหนองหาน และผู้คนในเมืองหนองหานให้ทุกคนนั้นไม่มีความเจริญรุ่งเรืองเนื่องจากว่าเขาต้องมาเสียชีวิตทั้งที่ตัวเขาเองนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยระบุว่าถ้าหากเมืองหนองหารนั้นมีความเจริญก็ขอให้เจริญแค่แป๊บเดียวแล้วก็กลับมาล่มจมอีก และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคำสาปแช่งของเชียงงามก็กลายเป็นเรื่องจริงเพราะเมืองหนองหานนั้นทุกวันนี้ก็ยังไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าที่ควรนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  next88

หินประหลาดที่นักสำรวจพบเจอใต้ทะเลสาบ

หินประหลาดที่นักสำรวจพบเจอใต้ทะเลสาบตอนเหนือของทะเลบอลติก

ทะเลสาบไบคาล

ในปี2009บักบินอวกาศ ที่โดยสารอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติที่ได้พบหลุดประหลาดหลุมบนพื้นน้ำแข็งในทะเลสาบไบคาล ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้ได้ถูกจัดว่าเป็นทะเลสาบที่ลึกเก่าแก่ และยังได้เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไซบีเรีย ซึ่งที่มาของหลุมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง2.75ไมล์และมีความลึก1,642ยังไม่มีใครทราบได้แต่ทางนักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าหลุมดังกล่าวมันน่าจะเกิดจากน้ำอุ่นที่มันได้ลอยขึ้นมาจากใต้ทะเลสาบ นอกจากนี้ก็ยังได้มีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ หนึ่งในนั้นคือในปี1977ที่เรือสำรวจใต้น้ำ เพย์ซิล มีการรายงานว่าจู่ๆพลังงานของเครื่องยนต์ก็ดับลงและขณะนั้นเองก็เกิดมีแสงปริศนาที่ไม่ทราบถึงที่มาที่มันได้ส่องเข้ามายัง เพย์ซิล ในขณะอยู่ที่ความลึก1,200เมตร

โอเซียนเอ็กซ์

ในปี2011 ทีมนักดำน้ำชาวสวีเดนที่รู้จักกันในชื่อ “โอเชียนเอ็กซ์” ก็ได้ค้นพบหินประหลาดในทางตอนเหนือของทะเลบอลติกและนี่มันก็ได้เป็นภาพที่สามารถบันทึกเอาไว้ได้ด้วยโซน่าได้เผยให้เห็นถึงบางสิ่งที่มีลักษณะเป็นวงกลมที่ได้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ60เมตรและมันได้มีความสูงประมาณ8เมตรอีกทั้งมันยังได้มีบางสิ่งที่คล้ายกับบันไดที่มัยสามารถนำไปสู่หลุมที่มีความลึกกว่า90เมตรใต้พื้นมหาสมุทรทั้งนี้ยังได้มีการตั้งข้อสันนิษฐานอีกว่าสิ่งประหลาดนี้มันอาจจะเป็นซากเรือ หรือ เป็นอุปกรณ์ป้องกันเรือดำน้ำที่หลงเหลือมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่างไรก็ตามจากการเก็บตัวอย่างของวัตถุปริศนาเพื่อมาตรวจสอบพบวว่ามันได้มีส่วนผสมของแร่เหล็กเกอไทท์และแร่เหล็กไลโมไนท์ ซึ่งทั้งสองต่างเป็นเหล็กที่ทางนักธรณีวิทยากล่าวว่า “เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ” 

ทะเลสาบวอสต็อก

ในปี2001นักวิทยาศาสตร์ของนาซาสามารถตรวจจับความผิดปกติของสนามแม่เหล็กได้จากทะเลสาบวอสต็อก ที่มีอายุกว่า35ล้านปีทะเลสาบแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของขั้วโลกใต้ประมาณ1,300กิโลเมตร ซึ่งมันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่หนาถึง4กิโลเมตรนักธรณีวิทยาเชื่อว่า สิ่งผิดปกตินี้มันได้เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่า พื้นที่บริเวณนั้นมันก็อาจจะเป็นพื้นที่ของเปลือกโลกได้บางลงหลังจากนั้นต่อมาก็ได้มีแผนการที่จะลงทำการเจาะหลุมลึงลงไปใต้ทะเลสาบเพื่อที่จะหวังว่าจะเก็บเอาตัวอย่างแต่มันได้กลับมีเหตุที่จะต้องหยุดกลางครันเพราะเนื่องจากได้เกิดความลังเลที่มันอาจจะเป็นการทำลายแหล่งของสภาพแวดล้อมของทะเลสาบที่เก่าแก่แห่งนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียก็ได้ค้นพบตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตใหม่ที่มันได้อาศัยอยู่ในทะเลสาบดังกล่าวนี้ได้

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน เกม

ประวัติความเป็นมาของบริษัท KFC 

KFC คือร้านขายไก่ทอดที่โด่งดังมากโดยไก่ทอดนี้นั้นจะมีความกรอบนอกนุ่มในโดยคนที่เป็นคนสร้างร้าน KFC ขึ้นมามีชื่อว่า ดี แซนเดอร์ส เขาเองเป็นคนที่สร้างร้าน KFC และเป็นคนที่คิดสูตรการทำให้ไก่นั้นมีรสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใคร

โดยเจ้าของร้าน KFC คนนี้ได้เกิดเมื่อปีพ.ศ 2433 จัดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายนค่ะ โดยคุณลุงซันเดอร์เป็นคนที่ชอบในการทำอาหารมากเขาจึงรวบรวมเงินนำมาเปิดร้านที่ปั๊มน้ำมัน โดยร้านของเขานั้นก็มีชื่อเสียงอันโด่งดังเป็นอย่างมากทำให้เกือบทุกคนในที่แถวนั้นที่จะรู้จักเขาและไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จักเขาโดยร้านของเขานั้นมีสูตร พิเศษที่ไม่มีใครสามารถที่จะทำตามได้เลยว่ากันว่า เท่านั้นได้ทำการใส่สมุนไพรอยู่ประมาณ 11 อย่างเข้าไปในบ้านสาลี

หลังจากนั้นก็นำไก่มา และนำไก่มาคลุก จากสมุนไพรและแป้งสาลีที่เขาได้เตรียมเอาไว้เรียบร้อยหลังจากนั้นเขาก็ได้นำพวกมันลงโทษและพบว่ามันนั้นมีรสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใครนายกรัฐมนตรีได้ทำการแต่งตั้งให้ร้านของเขานั้นเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในรัฐเคนตักกี้ แต่ไม่นาน ก็มีเหตุที่ทำให้ คุณแซนเดอร์ส จำเป็นที่จะต้องปิดร้านลงเนื่องจากไม่นานนักก็ได้มีการสร้างถนนเส้นใหม่

ขึ้นมาถ้าไม่มีคนเดินทางมาปั๊มน้ำมันแห่งนี้น้อยลงเยอะมากจนสุดท้ายเขาก็จำเป็นที่จะต้องปิดร้านในปั๊มน้ำมันของเขาไปแต่เมื่อเขาเดินทางไปที่เมืองอื่นเขาก็พบว่าทุกคนในอีกเมืองนึงนั้นรู้จักชื่อเสียงของเขากันทุกคนโดยภัตตาคารหลายๆแห่งขอให้เขานั้นได้ทำการบอกสูตรอาหารและทั้งสองจะเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน

โดยเขานั้นก็มีคนสวยมากกว่า 600 กว่าคนเลยทีเดียวนั่นทำให้เขานั้นวุ่นวายมากจนไม่สามารถที่จะทำทุกอย่างได้ภายในทีเดียวเขาจึงตัดสินใจว่าเขานั้นจะทำการขายบริษัทรวมถึงแบรนด์ของเขาเองให้กับนักลงทุนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าจอห์น วาย บราวน์ จูเนียร์ โดยหลังจากนั้นผ่านไปไม่นานเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมปีพ.ศ๒๕๑๔เจ้าของร้าน KFC ก็ได้ทำการซื้อธุรกิจคืนจากกลุ่มนักธุรกิจที่เขาได้เคยขายไปให้ด้วยหลังจากนั้นไม่นานนะเขาก็ได้เสียชีวิตลงจากอายุประมาณ 90 ปี

รวมถึงร่างกายของเขาก็อ่อนแอมากจากการจัดการงานมากกว่า 350 สาขาทั่วโลกไทยใต้คนบังคับคนเดียวเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าตัวเจ้าของร้าน KFC นั้นจะได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ท่านก็ยังคงมีลูกหลานอยู่ดังนั้นก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตทำได้บอกสูตรลับของตระกูลให้กับลูกหลานหลังจากนั้นลูกหลานก็นำไปเปิดบริษัทดูแลต่อจากคุณลุงคนนี้จนสุดท้ายก็ได้มีการทำแบรนด์นี้เพิ่มขึ้นมากมายหลายสาขาทั่วโลกจนกลายเป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครคนไหนบนโลกที่ไม่รู้จัก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน ต่างประเทศ

ตำนานเรื่องยักษ์มันมีจริงหรือว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา?

ตามข้อมูลที่เราได้ไปศึกษามาในเรื่องของยักษ์นั้นว่ามันยังมีอยู่อีกหรือเปล่าบนโลกของเรา ซึ่งเราตอบได้เลยว่ามันยังมีอยู่จริงๆและมันก็ยังได้มีอยู่อีกเยอะมากแต่คำว่าเยอะตรงส่วนนี้มันจะมีทั้งคำว่าของจริง และ ของปลอม และอีกอย่างหนึ่งที่เราได้มีความสนใจมันมากที่สุดนั่นก็คือมันยังได้มีอันที่ยังสรุปไม่ได้และไม่สามารถบอกได้ด้วยว่ามันได้เป็นของจริงหรือของเปล่าอยู่ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็จะขอแยกออกมาเป็นทีละอย่างกันก่อนถ้าเราได้เอาของจริงที่เขายืนยันแล้วว่ามันได้มีการพบเจอได้มีการค้นพบกันจริงๆนั่นก็คือ หลักฐานรอยฟอสซิลที่มันได้มีอายุขัยมากกว่าหลักร้อยปี

ถ้าจะเอาตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาแล้วเขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าในปี1952นายสตอฟเฟล โคเอตซี ซึ่งได้เป็นนายพรานที่กำลังออกล่าสัตว์ป่าอยู่ใน ณ เวลานั้นเขาได้ไปเจอฟอสซิลที่เป็นรอยเท้าขนาดใหญ่อยู่ภายในป่าที่เขานั้นได้เข้าไปล่าสัตว์และเขาได้ไปแจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้เข้ามาทำการตรวจสอบเพื่อที่จะได้พิสูจน์ว่าหลักฐานชิ้นนี้มันได้เป็นซากฟอสซิลโบราณหรือเปล่าหรือมันได้เป็นเพียงสิ่ง

ที่ทุกคนนั้นได้จัดทำมันขึ้นมา ซึ่งรอยเท้าตรงนี้หลักจากที่ได้มีการตรวจสอบจริงๆปรากฎว่ารอยเท้าขนาดยักษ์ที่ได้มีรูปร่างรอยเท้าเหมือนมนุษย์ตรงนี้มันได้เป็นของจริงและมีอายุมากกว่า50ล้านปี ซึ่งตรงนี้เราได้เชื่อเลยว่ามันไม่น่าจะมาเป็นของปลอมอย่างแน่นอน

ถ้าไม่ได้มีการเข้ามาเปลี่ยคําวินิจฉัยหรือได้มีการเปลี่ยนแปลงผลพิสูจน์เราก็ยังเชื่อว่ารอยเท้าอันนี้มันน่าจะเป็นรอยเท้าของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ ส่วนหลักฐานที่สองที่เราได้พูดถึงไปนั่นก็คือหลักฐานปลอม ซึ่งหลักฐานปลอมตรงนี้มันได้มีอยู่เยอะมากๆเท่าที่เราได้ไปศึกษาหามาโดยส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นหลักฐานในรูปแบบของโครงกระดูกขนาดใหญ่ที่ได้มีการถ่ายรูปมาแล้ว

มีการแชร์ลงในโลกอินเตอร์เน็ตหรือลงบนเว็บไซค์ต่าๆว่ากันว่าหลักฐานต่างๆเหล่านี้มันได้เป็นการสร้างเรื่องกันขึ้นมาแล้วทำให้มันดูเหมือนว่ามันได้เป็นของจริงยกตัวอย่าง เมื่อ3-4ปีที่แล้วถ้าใครจำได้มันจะมีข้อความหนึ่งที่ทางฝรั่งนั้นที่เขาได้มีการแชร์กันมาที่คนไทยได้มีการแชร์กันต่อเยอะแยะมากมายมันคือเรื่องของโครงกระดูกที่มันได้มีอายุมากกว่า9พันปีและมันได้เป็นโครงกระดูกที่มันได้เป็นรูปร่างคนแต่มันได้มีขนาดที่ใหญ่มากๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  บา คา ร่า sagame

ชนวนเหตุที่อาจทำให้เกือบจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่3

ชนวนเหตุที่อาจทำให้เกือบจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่3 และ การข้ามเวลาไม่มีอยู่จริง

สำหรับเหตุการณ์เหล่านี้ถ้าใครจำได้คืออะไรก็คือ ไอซิส ซึ่งในช่วงตอนนั้นมันได้เป็นข่าวที่โดด่งดังมากๆมีการจับตัวประกันมาตัดคอแล้วก็ยิงตัวประกันต่างๆไปเยอะแยะมากมาย ซึ่งในตอนนั้นทางงด้านสหรัฐอเมริกาเขาได้ไปมีปัญหากันกับกลุ่มแถวปากีสถานแถวอิสราเอล จากนั้นปรากฎว่าทางฝั่งของรัฐเซีย ซึ่งได้เป็นประเทศที่เขาจะต้องดูแลและประเทศที่มันได้อยู่ในความดูแลของประเทศรัฐเซียที่ถูกโจมตีเขาก็ไม่ยอมเขาก็เลยได้ออกมาต่อต้านอยู่ดีๆคุณจะมาล้างเผ่าพันธุ์ประเทศเราได้ยังไงมันก็ไม่ได้เลวกันไปทั้งประเทศแต่ตนของสหรัฐก็ได้ถูกจับไปเป็นตัวประกันแล้วก็โดนฆ่าไปไม่รู้ต่อกี่ศพ

ซึ่งในตอนนั้นเองมันก็ได้เป็นชนวนเหตุที่ว่าเกือบจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่3และในตอนนั้นกำลังมีการเลือกตั้งใหม่กันอยู่พอดีถ้าหากจำได้กันจริงๆแล้วนี่ก็คือรูปภาพของJoohn Titorที่เขาได้บอกเอาไว้ว่าที่ผลิตขึ้นมาได้ในปี2036และเขาได้ติดมันมากับเครื่องยนต์และก็มีภาพยืนยันด้วยแต่พอหลังจากนั้นมาก็ได้มีการยืนยันบอกว่าเรื่องของ จอห์นไตเตอร์ มันเป็นเรื่องโกหกมันไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องที่โดนวิเคราะห์ขึ้นมาบอกแล้วว่าจริงๆแล้ว จอห์นไตเตอร์ ได้เป็นเพียงหนุ่มในศตวรรษนั้นที่ถือกล้องถ่ายรูปแบบยาวๆ

ซึ่งมันได้เป็นเหมือนของคนในสมัยก่อนและอันนี้เราก็ไม่รู้ว่าเขายืนยันออกมาจริงหรือเปล่าแต่เขาได้บอกว่าเรื่องของ จอห์น นั้นมันได้เป็นเรื่องที่หลอกลวงหรือบางคนก็อาจจะบอกว่าเชื่อมันสามารถที่จะพิสูจน์ได้แล้วแต่สำหรับเราเราคิดว่าเชื่อ50ไม่เชื่อ50และอีกหนึ่งเรื่องที่มันได้มีคนพูดถึงกันเยอะมากที่สุดก็คือเรื่องของ ชาลีแชปลิน 

ทุกคนก็น่าจะเคยได้ยินเรื่องของชาลีแชปลินสำหรับใครที่เกิดในปี2000ต้นๆหรือในยุค90จะต้องเคยได้ยินเป็นตลกที่มาก่อนมิสเตอร์ บีนที่ดังมากๆในสมัยก่อนเป็นตลกที่ไร้คำพูดที่จะเล่นแต่ท่าทางแล้วก็เสียงเอฟเฟคอย่าง

เดียวต้องบอกเลยว่าในสมัยก่อนนั้นเราก็ยังไม่ค่อยได้มีทีวีอะไรแบบนั้นในยุคช่วงสิบยี่สิบปีที่แล้วแต่มันได้มีภาพอีกหนึ่งภาพที่มันได้หลุมออกมาเป็นภาพของชาลีแชปลินอยู่ในฉากที่ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถือโทรศัพท์ได้เดินผ่านฉากซึ่งเราขอบอกเลยว่าชาลีแชปลินได้มีมาตั้งแต่ในปี1900แล้วก็เลิกผลิตไปแล้วก่อนในปี2000ด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนั้นแน่นอนว่ามันจะไม่มีโทรศัพท์ที่มันจะสามารถเอียงหูได้ซึ่งมันไม่มีมันจะมีแต่เพียงวิทยุสื่บสารเขาก็เลยได้ตั้งข้อสงสัยกันว่ามันคืออะไรกัน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame เอเชีย