ประวัติศาสตร์รูปภาพทังก้า

ประวัติศาสตร์รูปภาพทังก้า

สำหรับทังก้าในภาษาไทยเรียกว่าภาพพระปลดมันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในศาสนาพุทธชั้นสูงที่พุทธศาสนิกชนสายวัชรยานคือกลุ่มคนที่อยู่ทางแทบหลังคาโลกเช่นทิเบตเนปาลภูฏานอะไรแทบนั้นแหละเขาได้นับถือกันมันจะเป็นลักษณะภาพวาดหรือว่าภาพปักหรือที่เขาได้ทำบนฝ้ายหรือผ้าไหม

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาจะเขียนเป็นภาพของพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์แล้วก็เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธประวัตที่หลากหลายไม่ก็จะเป็นภาพจักรวาลตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาในนิกายนั้นเอาง่ายๆเลยเขานั้นได้ทำขึ้นเพื่อเทิดทูนพระพุทธเจ้านี่แหละถ้าจะเปรียบกับบ้านเราก็น่าจะเปรียบได้เหมือนกับพระพุทธรูปหรือว่าจิตกรรมฝาผนังนั่นเอง

นอกจากนี้ทังก้านั้นมันจะเป็นสิ่งที่ทำมาจากผ้าดูผืนแบนๆแต่ว่ามันก็มีวิธีการทำที่ซับซ้อนไม่แพ้พระพุทธรูปเลยทีเดียวยิ่งเป็นภาพทังก้าในแบบฉบับโบราณแล้วมันยากขนาดไหน

โดยวิธีการทำทังก้าในแบบฉบับโบราณดั่งเดิมจะมีความเว่อวังอลังการมากตั้งแต่วัตถุอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสีที่พวกเขานั้นใช้มันจะเป็นสีที่มาจากธรรมชาติที่ได้สกัดมาจากแร่ธาตุต่างๆที่จะต้องไปงมหาแถวเทือกเขาเสร็จแล้วยังไม่พอจะต้องไปหายางไม้ชนิดดีเพื่อเอามาบดผสมกับสีชนิดนี้

ส่วนสีทองที่เราเห็นอยู่บนผ้าผืนนี้มันคือทองคำทองและน้ำที่ได้เอามาผสมสีมันไม่ใช่น้ำธรรมดาปะปาจะต้องเป็นน้ำแร่จากธรรมชาตเท่านั้นและอุปกรณ์ที่เขาจะใช้ในการเขียนได้ทำมาจากเขาจามรีที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ได้อศัยอยู่ในเทือกเขาแทบนั้นแต่ในปัจจุบันนี้เขาใช้พู่กันเขียนกันแล้ว

ซึ่งภาพเขียนที่ได้นั้นจะมีความปราณีตมากสีที่นำเอามาเขียนมันก็จะมีความชัดเจนคมชัดว่ากันว่ามันจะสดใสยาวนานนับร้อยปีเลยทีเดียวจากขั้นตอนการรวบรวมไปจนถึงการผลิตเราคงจะนึกออกแล้วว่ามันจะกินเวลานานขนาดไหน

ดังนั้นทังก้าจึงได้เป็นมากกว่าภาพที่ธรรมดาเท่านั้นเวลาวาดภาพทังก้าชาวพุทธในแทบนั้นก็จะมีความเชื่อเหมือนกับบ้านเราเลยที่เชื่อในการสร้างพระพุทธรูปคือผู้ที่ร่วมสร้างก็จะได้รับบุญกุศลเช่นกันแต่มันก็น่าเสียดายที่ทังก้าโบราณต่างๆเรามีขอมูลประวัติความเป็นมาน้อยมาก

เนื่องด้วยตามธรรมเนียมการปฏิบัติของศาสนาพุทธในเทือกแถวนั้นในเวลาที่เขานั้นสร้างอะไรไว้อย่างเรียบร้อยแล้วเขาจะไม่จารึกเอาไว้ว่าใครเป็นคนสร้างใครเป็นคนบริจากให้แต่มันจะมีข้อเสียมันไม่ดีต่อทางโบราณคดีก็คือมันยากกว่าที่จะไปทำการหาสืบค้นหาประวัติต่างๆได้ยาก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

เรื่องราวเกี่ยวกับปอบ

ในยุคสมัยนี้ไม่เชื่อว่าคนเรายังมีความหลงเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผีปอบหิวมากโดยเฉพาะหมู่บ้านในแถบจังหวัดภาคอีสานด้วยแล้วมักจะมีข่าวลือออกมาอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องผีปอบหรือแม้แต่ผีกระหังหรือเกี่ยวกับเรื่องของผีแม่ม่ายที่เรามักจะเห็นว่าชาวบ้านมักจะนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้านเธอไม่ต้องการให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตคนในบ้านซึ่งภายในเป็นสมัยอดีตยังพอเชื่อได้ว่านั่นคือความเชื่อเนื่องจากว่าคนไม่ค่อยมีความรู้มากนักแต่ในสมัยนี้ในปีพุทธศักราช 2563

ในปีที่มนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วหลายครั้งในปีที่อะไรๆก็ใช้อินเตอร์เน็ตในการสื่อสารกันทั่วโลกกับพบว่ากลุ่มคนในแถบภาคอีสานก็ยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของผีปอบผีกระหังอยู่เหมือนเดิมซึ่งบางครั้งความเชื่อเหล่านั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับคนที่ถูกใส่ความว่าเป็นผีปอบได้เช่นเดียวกันโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมิเมื่อมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้มีการแชร์ภาพเกี่ยวกับคลิปที่ถ่ายเห็นลูกไฟมีลักษณะของสีแดงสีเขียวลอยอยู่บนท้องฟ้า

และกระพริบไปมาซึ่งหลายคนบอกว่านั่นคือรูปไฟของผีปอบผีกระหังโดยเมื่อทางนักข่าวได้ไปลงสัมภาษณ์กับชาวบ้านที่เห็นรูปไฟดังกล่าวก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าลูกไฟดังกล่าวนั้นมักจะวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านแถวบริเวณป่าท้ายหมู่บ้านซึ่งชาวบ้านทุกคนเชื่อกันว่านั่นคือลูกไฟของผีปอบเนื่องจากว่าก่อนหน้านี้มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่าตายงเคยไปเรียนคุณไสยแล้วผิดผีทำให้ตนเองกลายเป็นผีกระหัง

โดยชาวบ้านคนหนึ่งได้กล่าวว่าในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเคยแปลงร่างกลายเป็นหมาดำไปแอบกินไก่ชาวบ้านทำให้ชาวบ้านใช้หนังสติ๊กยิงไปที่หัวหมาดำตัวดังกล่าวหลังจากนั้นรุ่งเช้ามาชาวบ้านก็เห็นว่าที่หัวของตายงนั้นมีลักษณะปูดเหมือนคล้ายกับโดนอะไรกระแทกที่หัวชาวบ้านจึงปักใจเชื่อกันว่าตายงเป็นคนที่แปลงร่างเป็นหมาดำแล้ว

โดนหนังสติ๊กของชาวบ้านนั่นเอง แม้ตายเสียชีวิตมาแล้วนับ 10 ปีแต่การสืบทอดอำนาจของผีกระหังก็ยังคงมีอยู่โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเมียของตายงเป็นคนรับทอดอำนาจของผีกระหังกลายมาเป็นผีปอบซึ่งภรรยาของตายยงนั้นชื่อว่านางชบาโดยชาวบ้านบอกว่าไม่มีใครที่จะกล้าไปยุ่งกับนางชบา

เพราะว่ากลัวเพราะรู้กันดีว่านางชบานั้นเป็นผีปอบ และเมื่อนักข่าวลงไปสัมภาษณ์นางชบาที่ท้ายหมู่บ้านก็ให้ข้อมูลว่าถึงแม้ชาวบ้านจะรังเกียจและไม่มีใครพูดคุยด้วยแต่ตัวเองนั้นไม่ได้เสียใจอะไรเพราะรู้ตัวเองดีว่าตัวเองไม่ได้เป็นผีปอบเหมือนอย่างที่ชาวบ้านลือกันส่วนตัวแล้วเธอก็ทำงานอยู่บ้านทำมาหากินเองเพราะสามีก็ตายไปนานแล้ว

ส่วนลูกสาวคนนึงก็เสียชีวิตและอีก 2 คนก็ทำงานอยู่กรุงเทพฯเธอเชื่อว่าสาเหตุที่ชาวบ้านคิดว่าเธอเป็นผีปอบนั้นอาจจะเป็นมาจากลูกสาวคนที่เสียชีวิตในตอนนั้นเป็นคนขี้เหล้าเมายาและพอไม่ให้เงินไปซื้อเหล้าลูกสาวคนนั้นก็จะด่าเธอว่านางผีปอบจึงทำให้ชาวบ้านน่าจะเชื่อคำพูดของลูกสาวที่เป็นคนขี้เหล้าคนนั้นและทำให้ไม่มีใครกล้ามายุ่งเกี่ยวกับนางชบานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  v9bet

ประวัติพระแก้วมรกต

นอกจากนี้ได้มีกษัตริย์พม่าผู้หนึ่งที่ได้นับถือสาสนาเป็นอย่างมากท่านก็ได้ส่งคนเข้ามาคัดลอกพระไตรปิฎกอะไรทางนี้และในระหว่างที่กำลังคัดลอกก็มองไปเห็นพระแก้วมรกตนั้นสวยมากก็เลยอยากจะเอากลับไปประเทศตนเองบ้างก็เลยไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาเอาไปด้วย

ซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกว่าไปตกลงกันยังไงแต่เอาเป็นว่าเขาก็ได้เลือกกลับมาทั้งพระไตรปิฎกที่ได้ไปคัดลอกมาที่เต็มเป็นกองเลยบวกกับองค์พระก็ได้บรรจุเข้าในเรือสามลำแล้วก็แล่นไปในเรือ

แต่ทว่าในระหว่างการเดินทางขนส่งก็เกิดฟ้าฝนเป็นอะไรก็ไม่รู้ได้พัดเรือต่างๆไปทำให้เรือสองลำได้ไปตกอยู่ที่ทางพม่าแต่เรืออีกลำหนึ่งได้ไปตกอยู่ที่เมืองไชยาที่สุราษฎร์ธานีบ้านเราก่อนที่จะไปยังกัมพูชาอีกรอบแต่มีบางตำนานได้กล่าวว่ามีพัดไปตกที่กัมพูชาก็มีและก็ไม่รู้ว่าพัดไปตกไกลขนาดนั้นได้อย่างไง

เมื่อได้พัดมาถึงที่กัมพูชากษัตริย์กัมพูชาได้เห็นว่านี่มันเป็นเรือบรรทุกของพม่านี่มีพระไตรปิฎกเต็มไปหมดเลยเขาคงอยากได้มากก็เอาไปคืนเขาเลยเหมือนจะดูเป็นคนดีส่งของคืนพม่าแต่ทว่าองค์พระที่ติดมาด้วยไม่ขอคืนเอาไว้เป็นพระประจำบ้านเมืองนี่แหละ

ซึ่งเรื่องราวต่อไปนี้ก็จะเป็นว่ามีสงครามได้เกิดขึ้นในหลายๆที่เลยหลังจากนั้นพระแก้วก็ได้ถูกอัญเชิญไปที่ต่างๆเพื่อหลบสงครามตั้งแต่ที่กัมพูชาไปยังลพบุรีได้ยันอยุธยากำแพงเพชรจนกระทั่งมาจบที่เชียงรายและสงครามมันก็ได้มาเกิดขึ้นที่เชียงรายแต่ทีนี้ผู้คนก็ไม่อยากที่จะย้ายพระแก้วไปก็เลยได้ใช้วิธีในการหลบซ้อนปลอมตัวให้กับพระแก้วแทนแล้วกันโดยการนำเอาปูนโบกทับอีกทีเสร็จแล้วก็กลายมาเป็นพระปูนก่อนที่เขาจะเอาพระแก้วที่เป็นร่างปูนเข้าไปซ้อนไว้ด้านในเจดีย์อีกที

นอกจากนี้เรื่องราวมันก็ได้ผ่านไปสงครามมันก็จบลงบ้านเมืองก็สงบสุขแต่ผู้คนก็ลืมไปแล้วว่าองค์พระแก้วได้ซ้อนเอาไว้ด้านในเจดีย์

กระทั่งมาถึงวันหนึ่งที่พระแก้วได้ทำบูรณะใหม่อีกรอบและช่วงนี้เป็นช่วงที่นักประวัติศาสตร์เขาได้ยอมรับถึงการมีตัวตนของพระแก้วอยู่คือช่วงแรกที่เล่ามามันเป็นตำนานทั้งนั้นเลยไม่มีหลักฐานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

ดังนั้นในการบูรณะใหม่ขององค์พระแก้วในครั้งนี้อยู่เจดีย์ที่ได้ซ้อนพระแก้วมรกตเอาไว้ก็ได้ถูกฟ้าผ่าลงมากลางเจดีย์กระจายปรากฏให้เห็นองค์พระที่อยู่ด้านใน

 

สนับสนุนโดย  สูตรหวยยี่กี lottovip 2ตัว

รด.สยองขวัญที่จังหวัดศรีสะเกษ

เรื่องเล่าใน ค่าย รด. สยองขวัญจังหวัดศรีสะเกษหลังจากที่ได้ขึ้นเรือนนอนด้วยความโหวกเหวกโวยวายกันกว่าจะนอนก็เลยถูกครูฝึกเรียนลงมาจากอาคารทั้งหมดในสภาพชุดครึ่งท่อนกางเกง รด. กับเสื้อตัวในทั้งกลิ้งทั้งคานทั้งตีลังกาเล่นเอาสะเพลียกันไปยกใหญ่เลยหลังจากที่ได้ขึ้นนอนก็จะมีคนเฝ้าเวรในแต่ละจุดแล้วก็มีการเปลี่ยนเวรกันไปเรื่อยๆในแต่ละผัด

ซึ่งจะมีคนมาเปลี่ยนเวรในแต่ละผัดแล้วก็จะต้องรายงานเวรต้องผู้ตรวจด้วยผมวิชาทหารเป็นเวรโรงนอนผัดที่สองตั้งแต่เวลา19.00นาฬิกาถึง21.00นาฬิกาในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เหตุการปกติดีคับด้วยความเพลียผมก็หลับไปตอนไหนไม่รู้มารู้ตัวอีกทีก็เดินออกมาจากที่ห้องคนเดียวแล้วเดินไปหน้าห้องหยิบเอารองเท้าทั้งสองข้างเดินไปตามทางเดินอาคารชั้นสามแล้วก็เดินสวนกับเพื่อที่พึ่งผัดเวรไปเข้านอน

นอกจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนถามว่าไปไหนแต่ว่าผมไม่สามารถตอบได้แล้วก็ยังเดินต่อไปพอสุดทางเดินก็เดินกลับมาวางรองเท้าเอาไว้ที่หน้าห้องแล้วก็กลับไปนอนที่เดิมตอนเช้าเพื่อนก็ถามว่าเมื่อคืนไปไหนถามอะไรก็ไม่ตอบไม่รู้แต่ก็ได้ยินอยู่ว่าถามอะไรมันเหมือนรู้สึกตัวแต่ว่ามันตอบไม่ได้ผมตอบเพื่อนไปแบบงงเหมือนกันแล้วหลังจากคืนนั้นก็ไม่มีอะไร

จากนั้นมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้แล้วว่าการเข้ามาค่ายมันทำให้เราได้รู้จักเพื่อนเก่าของพวกเรามากขึ้นแล้วก็ได้เพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

โดยเฉพาะเพื่อนที่อยู่โรงเรียนนี้ที่เป็นเจ้าบ้านและด้วยความที่ว่าเป็นเจ้าบ้านก็เลยมีประวัติของโรงเรียนมาเล่าให้ฟังอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในโรงเรียนเช่นผู้หญิงชุดไทยที่สนามเปตองห้องดนตรีที่บางวันจะได้ยินเสียงดนตรีเล่นเองบ่อน้ำข้างโรงเรียนที่มีเด็กตกน้ำตายทุกๆปีเป็นต้น

ซึ่งเรื่องเล่าพวกนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านเจ้าบ้านที่ชื่ออะไรไม่รู้เราจำไม่ได้แต่จำลักษณะได้ว่าเป็นคนตัวสูงตัวผอมแต่หัวใหญ่หน่อยพวกเราเลยเรียกเขาว่าหัวโตซึ่งนั่นแหละมันคือชื่อที่ผมจำได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ทุกครั้งของการเข้าห้องน้ำห้องส้วมครูฝึกมักจะบอกเอาไว้เสมอว่าให้ไปเป็นคู่ห้ามไปคนเดียวโดยเด็ดขาดเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้มีคนรู้

ซึ่งมันได้เหมือนกับเหตุการณ์นี้เดี่ยวได้เกิดปวดท้องขึ้นมาในเวลาตีสี่ก็เลยเรียกคู่อย่างบอลที่กำลังหลับสบายอยู๋ลงไปเข้าห้องน้ำด้วยกันในขณะที่ลากลงไปบอลก็ยังไปแบบหลับๆตื่นๆพอถึงห้องน้ำเดี่ยวก็รีบเข้าห้องน้ำเลยจากนั้นก็มีเสียงมาหอนมาเรื่อยเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนผ่านพวกมันเดี่ยวก็เลยวิ่งออกมาก็ไม่เจอบอลแล้วก็เลยวิ่งไปนอน

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

เรื่องราวของผีกระสือ

ซึ่งเราได้เกิดความสงสัยว่าตามหลักความเชื่อของชาวบ้านเกี่ยวกับกระสือมันเป็นพวกผีในรูปแบบลักษณะไหนกันแน่ปรากฏว่าเราก็ได้ข้อมูลในส่วนนี้มานั่นก็คือ 

โดยส่วนใหญ่แล้วเขาเชื่อกันว่ากระสือมันคือภูตผีวิญญาณชนิดหนึ่งที่ได้มีวิบากกรรมที่หนักมากเพราะในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ชอบโกงคนอื่นมีความอยากได้ทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตัวเองคนเหล่านี้

เมื่อได้เสียชีวิตไปแล้วเขาก็จะมีความชอบกันว่าคนเหล่านั้นก็จะต้องไปชดใช้กรรมในรูปแบบของการไปเกิดเป็นเปรตก่อนในช่วงแรกและหลังจากที่ได้ชดใช้กรรมไปได้ช่วงหนึ่งแล้วถ้าหากหมดเวรหมดกรรมก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์แต่ถ้ายังไม่หมดเวรหมดกรรมคนเหล่านั้นก็จะต้องไปชดใช้กรรมต่อในรูปแบบของผีกระสือที่จะต้องมากินของเน่าของเสียนั่นเอง

ซึ่งตรงจุดนี้มันก็ยังได้มีอีกความเชื่อหนึ่งที่เกี่ยวกับกระสือนั่นก็คือจริงๆแล้วกระสือมันคือวิชามนต์ดําของขลังชนิดหนึ่งที่ว่ากันว่าบางคนได้ใช้วิชามนต์ดำของขลังจนมากเกินไปแล้วได้ทำให้วิชาเหล่านั้นได้กลับย้อนเข้ามาหาตัวเองจนทำให้ตัวเองนั้นได้เป็นปีกระสือในที่สุดนั่นเอง

โดยในข้อมูลตรงนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจมากเพราะจากที่เราได้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อเรื่องพวกมนต์ไสยมนต์ดำมาปรากฏว่ามันได้มีวิชาของผีกระสืออยู่จริงๆด้วยและตรงนี้มันก็ได้มีประวัติค้นพบเจอที่กี่ยวกับผีกระสืออยู่เยอะมากมาย

นอกจากนี้จากหลักฐานที่เราได้ทำการรวบรวมมาหลักๆมันจะมีอยู่สองหลักฐานด้วยกันนั่นก็คือเรื่องของหลักฐานในรูปแบบของการบอกเล่ากับหลักฐานได้รูปแบบของภาพหรือวีดีโอนั่นเอง

โดยตรงจุดนี้เราขอแยกเป็นสองอย่างก่อนถ้าหากว่ามันเป็นหลักฐานในรูปแบบของเรื่องเล่าจะสามารถหาอ่านหรือสอบถามกับคนที่อยู่ต่างจังหวัดได้แล้วเราก็ได้ไปหาอ่านจากคนที่เราได้แชร์ประสบการณ์ว่าแต่ละคนนั้นได้ไปเจอในรูปแบบไหนมาบ้างฃ

ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่จะเจอมาในรูปแบบลักษณะคล้ายและใกล้เคียงกันหมดเลยในตอนแรกเราได้คิดในใจว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องที่ได้ทำการแต่งขึ้นมาก็เป็นได้แต่เราได้นึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนเราที่เคยอยู่ต่างจังหวัดและเคยเป็นคนที่เจอผีกระสือมาก่อน

จากนั้นเราก็เลยไปสอบถามกับเพื่อนคนนี้ว่าจริงๆแล้วเขานั้นได้ไปพบเจอผีกระสือมาจริงๆหรือไม่เพื่อนเราคนนี้เขาได้ยืนยันกับตัวเองเลยว่าเขาได้เจอผีกระสือมาจริงๆ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

ตำนานตั๋งโต๊ะกับลิโป้

สำหรับ ลิโป้ ตอนเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่โด่งเด่นเป็นอย่างยิ่งเลยก็ตอนที่ ลิโป้ นั้นได้เข้ามาทำงานกับ เต๊งหงวน ที่เป็นเจ้าเมืองของ เต็งจิ๋ว คือต้องบอกแบบนี้ว่า เต๊งหงวน รัก ลิโป้ มากแล้วก็เป็นพ่อบุญธรรมของ ลิโป้ด้วยแต่ว่าเมืองที่ เต๊งหงวน อยู่ชื่อเมืองเต็งจิ๋งเป็นเมืองเล็กๆไม่ใหญ่มากแล้วก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมาย

ซึ่งก็ทำให้ ลิโป้ ที่เป็นลูกน้องแล้วก็ลูกบุญธรรมของเจ้าเมืองก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากนักแต่ว่าชื่อเสียงของ ลิโป้ เป็นที่รู้จักกันมากก็ตอนที่ ลิโป้ นั้นทำหน้าที่พิทักษ์รักษา เต็งหงวน จากการที่ ตั๋งโต๊ะ จะพยายามเข้าไปทำร้าย เต็งหงวน คราวเมื่อ เต๊งหงวนได้ไปขัดขวางในการกระทำครั้งใหญ่ของ ตั๋งโต๊ะ ที่จะทำการปลด จักรพรรดิ ฮั่นเซ่าตี้ ออกจากการเป็นฮ่องเต้

นอกจากนี้ ตั๋งโต๊ะ ก็ได้มีความประสงค์ที่จะตั้ง ตันลิวอ๋อง หองจูเหียบ ที่เป็นพระอนุชาของอค์จักรพรรดิฮั่นเซ่าตี้ให้ได้ขึ้นมาครองราชย์แทนและด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการประกาศศักดาให้มองเห็นว่าใครเป็นคนที่ใหญ่จริงใครเป็นคนที่มีอำนาจถึงขนาดที่เรียกได้ว่าปลดฮ่องเต้เลยก็ว่าได้

แต่อย่างไรก็ตามหลังจาก ตั๋งโต๊ะ ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินก็มองเห็นว่าในการประสงค์ที่จะตั้งฮ่องเต้ด้วยตนเองมีเพียง ลิโป้ ที่เป็นลูกบุญธรรมของเต๊งงวนเท่านั้นที่จะเป็นคนที่ขัดขวางตัวเองจากเป้าหมายที่ตัวเองได้วางเอาไว้ได้

ดังนั้น ตั๋งโต๊ะ จึงได้ทำการวางแผนกับบรรดาที่ปรึกษาแล้วก็ทหารฝ่ายของตัวเองว่าจะทำยังไงดีที่จะกำจัดลิโป้ให้พ้นทางให้จงได้เพราะว่าลิโป้แข็งแกร่งมากจริงๆแล้วถือได้ว่าเป็นเครื่องกีดขวางสำคัญต่อการก้าวต่อไปในชีวิตของ ตั๋งโต๊ะในการเจริญก้าวหน้าแล้วก็ในชีวิตการทำงาน

เนื่องจากนี้ตั๋งโต๊ะก็ได้ทำการส่ง ลิซก ที่เป็นคนบ้านเดียวกันกับ ลิโป้ ให้เข้าไปทำการเจรจา ลิโป้ รวมถึงมีการติดสินบน ลิโป้ และ ม้าเซ็กเธาว์ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสินบนที่ ตั๋งโต๊ะ ได้ฝากให้ ลิซก ไปเจรจาด้วย

นอกจากนี้การที่ ลิซก ไปเจรจาเพื่อที่จะให้ ลิโป้ นั้นย้ายพวกย้ายข้างก็ถือว่าเป็นการสกัดไม่ให้ ลิโป้ นั้นเข้ามาช่วยเหลือ เต๊งหงวน อีกต่างหากแล้วแถม ลิโป้ จะย้ายข้างก็เพิ่มความแข็งแกร่งทำให้งานของ ตั๋งโต๊ะ มีความง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 

สิ่งที่กุนซืออย่าง ลิยู รวมถึงทหารอย่าง ลิซก ได้ให้คำปรึกษาก็เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวแล้วก็ได้นกถึงสองตัวกันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  betbb

ยุคเรอเนซองส์ถูกคิดขึ้นมาโดยนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ซึ่งเรื่องราวของเรอเนซองส์โดยไม่พูดถึงยุคกลางก็คงไม่ได้เช่นเดียวกันกับที่เราจะไม่ไม่มีวันเข้าใจความหมายกว้างๆของเรอเนซองส์ 

โดยที่ไม่ได้พูดถึงยุคคลาสสิคที่ฝรั่งเรียกว่าClassical Antiquityหรือยุคกรีกโรมันนั่นเองเอาแบบให้ได้เห็นภาพเร็วกันก่อนคือ “กรีกโรมัน ยุคกลาง  เรอเนซองส์ “ คำว่าเรอเนซองส์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่าการเกิดใหม่ ยุคเรอเนซองส์ก็เหมือนยุคแห่งการเกิดใหม่นั่นเองคนที่เราได้เรียกว่ายุคเรอเนซองส์นั้นเค้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ในยุคเรอเนซองส์

เพราะว่าการตั้งชื่อยุค หรือ การสร้าง timelineของประวัติศาสตร์นี่ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ตีความและให้ชื่อกันในภายหลังทั้งนั้น

คำว่ายุคเรอเนซองส์นี่ก็เช่นกันเป็นคำที่ถูกคิดขึ้นมาโดยนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสเมื่อปี1858หรือราวๆ400กว่าปีให้หลังในภาษาไทยเราแปลคำว่ายุคเรเนซองส์ว่ายุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือว่าถ้าแปลตรงๆจากฝรั่งก็คือยุคเกิดใหม่ทางศิลปะวิทยาการเกิดใหม่จากอะไรก็คือเกิดจากยุคกลางที่เขาได้ถือกันว่าเป็นยุคถดถอยทางความรู้ เป็นยุคมือ เป็นยุคล้าหลัง อะไรทำนองนี้  

การเกิดใหม่นั้นคือการกลับไปตามหาความรุ่งเรืองทางสติปัญญาและองค์ความรู้ที่มนุษย์เคยมีในยุคกรีกโรมันนั่นถ้าให้เห็นภาพคือ ยุคกรีกโคมัมน รุ่งเรืองมากเสร็จแล้วก็ได้เข้าสู่ยุคกลางหรือยุคมืดจากนั้นผ่านยุคมืดไปจนได้จากนั้นก็ได้เข้าสู่ในยุคของเรอเนซองส์อันอลังการงานสร้างนี่แหละ

ซึ่งจริงๆแล้วในการแบ่งก็ไม่ค่อยจะแฟร์กับยุคกลางซักเท่าไหร่เพราะว่ายุคกลางที่เค้าเรียกกว่า The Middle Ages คือกินเวลาเป็นพันปีคือปีสี่ร้อยปลายๆจนถึงพันสี่ร้อยในเวลาพันปีนี่จะบอกว่าห่วยตลอดทั้งพันปีก็เป็นไปได้ยากใช่ไหมและทั้งหมดนี่จะต้องย้ำว่าคือประวัติศาสตร์ยุโรปเราต้องไม่ลืมว่ายุโรปก็เป็นเพียงส่วนเดียวของโลกนี้

ส่วนอื่นๆของโลกก็ไม่ได้อยู่ในยุคกลางหรือว่ายุคมืดเขาก็ได้มีประวัติศาสตร์กันไปดลกของอิสลามในช่วงยุคกลางในยุโรปนั้นได้มีความเจริญรุ่งเรืองมากความรู้ด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ล้ำหน้ากว่ายุโรปไปหลายขุมมากเลยในทางอายธรรมความเป็นอยู่ในโลกของอิสลามต้องเรียกว่าแอดวานซ์มากมากกว่ายุโรปกับฟ้าเหว

ซึ่งในขณะที่เมืองในยุโรปยังใช้แม่น้ำเป็นส้วมกันอยู่หลายเมืองงในโลกอิสลามมีน้ำประปาและก็ไฟถนนมีแม้กระทั่งบิวตี้ซาลอนและก็มีน้ำยาดับกลิ่นปากกลิ่นเต่าอะไรแบบนี้เรียกได้ว่าความเป็นอยู่ในยุโรปเขาอยู่กันไปได้อย่างไง

Caravaggio

มีจิตรกรผู้โด่งดังคนหนึ่งในช่วงปี 1952 โดยชื่อของเขานั้นก็คือ Caravaggio เขานั้นได้มีการเดินทางมายังกรุงโรมประเทศอิตาลี เพื่อเข้ามาสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา และชีวิตใหม่ที่คาดหวังของเขานั้นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังและราบรื่นสักเท่าไหร่นักโดยในช่วงชีวิตของเขานั้นก็ได้มีการเผชิญกับโรคเจ็บป่วยเพราะระหว่างการเดินทางนั่นเองเขาได้ประสบกับอาการป่วยอย่างหนักและทำให้เขาต้องหยุดเดินทางเพื่อรักษาตัว

และอาศัยอยู่ที่ซานตามาเรีย เป็นระยะเวลานานถึง6เดือนเลยทีเดียว และหลังจากที่เขานั้นมีการพักรักษาตัวเขาก็ได้มีการสร้างสรรค์ผลงานและทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นกับผลงานภาพเหมือนอย่าง Sick Bacchus ซึ่งเป็นภาพวาดที่เหมือนกับตัวของเขานั้นเอง

โดยภาพวาดนั้นที่เขาได้มีการสร้างสรรค์โดยการวาดและสีผิวที่เขาได้วาดนั้นจะเป็นสีผิวที่แทบจะออกเป็นสีเหลืองและจากสีผิวนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอาการป่วยของโรคที่เขานั้นเป็นอยู่นั่นก็คือโรคดิซาน ที่ทำให้เขานั้นทรมานและต้องหยุดพักเพื่อรักษาตัวนั่นเอง

โดย Bacchus นั้นเป็นชื่อของสิ่งที่เป็นตำนานของชาวโรมัน โดย Bacchus นั้นได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งไวน์ส่วนอาการเจ็บป่วยที่อาจจะเป็นโรคดิซานนั้นหรือพิษสุราเรื้อรังนั้น Caravaggio เลยได้มีการใช้ตัวเองนั้นเป็นแบบอาการป่วยและสภาพร่างกายที่เขานั้นกำลังเผชิญอยู่แบบนี้นี่แหละที่เหมาะสมและให้ความสมจริงกับการเป็นเทพเจ้าผู้ติดเหล้าจนมีอาการดังกล่าวเช่นเขาเหล่านี้ และก็ถือว่าการสร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมานั้นแสดงและสื่อถึงความภักดีอีกรูปแบบหนึ่งที่ศิลปินสักคนจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวกับเทพเจ้าที่เขานั้นได้เคารพนับถือได้ออกมาอย่างสวยงาม

ไม่มีสิ่งที่บอกชัดเจนว่า Caravaggio นั้นสามารถวาดภาพนี้ออกมาในขณะที่เขากำลังป่วยจนเสร็จออกมาสวยงามและสมบูรณ์ได้อย่างไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมาก เพราะในขณะที่เขานั้นป่วยเขาก็ยังคงรักและมีความคิดที่จะสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมาให้ผู้คนได้ชมอย่างดีที่สุดด้วย อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า Caravaggio จะได้ลาลับจากโรคไปแล้วแต่สิ่งที่ยังหลงเหลือและเป็นสิ่งที่เขานั้นได้ถ่ายทอดเอาไว้ก็คือผลงานอันสวยงามและแผงไปด้ยความหมายที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู

และไม่เพียงผลงานที่ได้รับความนิยมและโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Sick Bacchus เพียงเท่านั้น เขายังได้สร้างผลงานที่น่าสนใจและก็เป็นผลงานที่ถือว่าได้รับความนิยมมากเช่นกันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยสีน้ำมันบนผ้าใบที่มีความสวยงามและเป็นสิ่งที่ถือว่าแปลกใหม่อย่างมาก ทำให้ Caravaggio นั้นยังคงเป็นชื่อมีการกล่าวขานอยู่เสมอในแวดวงศิลปะและยงควมีการจัดนิทรรศการเพื่อระลึกถึง Caravaggio อยู่เสมอด้วย

 

สนับสนุนโดย    aesexy

ประวัติจอมพล ป. พิบูลสงคราม

เผยชีวิตจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งแต่เกิด จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูลสงครามผู้ที่ได้มีชีวิตอยู่ในระหว่างวันที่14กรกฎาคม พ.ศ.2440 ถึง วันที่11มิถุนายน พ.ศ.2507 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีไทยที่ดำรงแหน่งนานที่สุดคือ 15ปี24วัน รวม8สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายที่สำคัญคือการมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองเท่าเทียมกับนานาอรัญประเทศได้มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลายอย่าง

ซึ่งในบางอย่างได้ประกาศให้เป็นกฎหมายในภายหลังหลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติเช่นการรำวงก๋วยเตี๋ยวผัดไทเป็นผู้เปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยและได้เป็นผู้เปลี่ยนเพลงชาติไทยมาเป็นเพลงที่เรานั้นได้ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังได้มีคำขวัญที่เรานั้นได้รู้จักกันเป็นอย่างดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยหรือท่านผู้นำไปไหนฉันไปด้วยและไทยอยู่คู่ฟ้าในสายตานักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยส่วนหนึ่งได้เห็นว่า

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเผด็จการทางทหารที่ได้มีบทบาททางการเมืองสูงและให้ความสนใจกับความคิดที่ส่องไปในเชื้อชาตินิยม

ซึ่ง จอมพล  ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่21มิถุนายน พ.ศ.2507 ในเวลาประมาณ20.30นาทีที่บ้านพักส่วนตัวชาญกรุงโตเกียวอายุได้เพียง67ปี 

ในวัยเด็ก จอมพล  ป. พิบูลสงคราม แปลกขีตสังคะ สำหรับชื่อจริงคำว่า แปลกนั้นเป็นเพราะว่าช่วงที่ได้เกิดมาครั้งแรกนั้นบิดาได้มองเห็นว่าหูของเขานั้นได้อยู่ต่ำไปกว่าตาของเขาทั้งสองข้างมันผิดไปจากบุคคลธรรมดาจากนั้นบิดาเขาก็เลยได้ตั้งชื่อให้ว่าแปลก แปลกขีตสังคะ ได้เกิดวันที่14กรกกฎาคม พ.ศ.2440 บิดาของเขานั้นชื่อนายขีดและมารดาของเขาชื่อนางสำอางในนามสกุลขีตสังคะ บ้านเกิดของเขาได้เป็นบ้านหลังใหญ่ขนาดสองชั้นที่ปากคลองบางเขนเก่าอยู่ตรงข้ามกับวัดปากน้ำไม่ห่างไปจากศาลากลางจังหวัดนนทบุรีและวัดเขมาภิรตารามอำเภอเมืองจังหวัดนนทบุรี

สำหรับอาชีพภายในครองครัวนั้นได้ทำอาชีพเกษตรกรรมปลูกสวนทุเรียนและผลไม้โดยเด็กชายแปลกขีดตะสังคะเขาได้เป็นบุตรคนที่สองทั้งหมดในพี่น้องทั้ง5คนและพี่ชายคนโตของเขานั้นมีชื่อว่านายประเกิคได้รับราชการทางทหารได้ยศพลตรีคนที่สามได้ชื่อเตีนคนที่สี่เป็นชายมีชื่อว่าปรุงและคนสุดท้ายแล้วชื่อนายคันชิตเข้ารับราชการทางทหารได้ยศพลตรี

นอกจากนี้ดานการศึกษาและการเข้าสู่อาชีพของทหารเด็กชายแปลกนั้นได้เข้าระบบการศึกษาครั้งแรกที่วัดวัดเขมาภิรตารามจังหวัดนนทบุรี เมื่อพ.ศ.2452

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130

เมื่อวิถีที่เคยดำรงอยู่นับพันปีก็เริ่มสั่นคลอนความหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงของสยามโดยทั่วไปความขัดแย้งเหล่านี้เขมรเกลียวขึ้นทุกขณะก่อนถึงเช้าวันที่24มิถุนายน 2475 วันที่ดุลอำนาจในสังคมสยามพลิกผันอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน 

บริเวณหน้าวัดพนมยงค์แห่งนี้เมื่อราว100ปีก่อนเคยเป็นที่จอดเรือนแพของ นายเสียง พนมยงค์ บุตรคหบดีผู้รักชีวิตอิสระและการเผชิญโชคพร้อมทั้งนางลูกจันทร์ภรรยาทั้งสองได้ให้กำเนิดบุตรธิดารวม6คนหนึ่งในนั้นก็คือเด็กชาย ปรีดี 

ซึ่งเริ่มมาสนใจความเป็นมาของบ้านเมืองตั้งแต่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมครูในโรงเรียนที่สอนอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ท่านมักจะเล่าให้ท่านผู้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในประเทศจีนสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเป็นชุมชนที่มีลักษณะพิเศษก็ได้เพราะว่าแม้กระทั่งงิ้วที่วัดพนัญเชิงก็ยังได้เอาเรื่องของกบฏเอามาเล่นกันครูมักจะเล่าเรื่องนี้โยมกับเหตุการณ์ของโลกว่าบ้านเมืองทั่วโลกเวลานี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบที่เคยมีผู้ปกครองเพียงคนเดียวเป็นระบอบประชาธิปไตย

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130ได้เกิดขึ้นเมื่อ นายปรีดี มีอยู่เพียง12ปีแม้ความพยายามเปลี่ยนแปลงสยามสู่ประชาธิปไตยในครั้งนั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพของกลุ่มแกนนำแต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นทดแทนคือนออนของประชาธิปไตยที่ค่อยๆเติบโตขึ้นทั่วผืนแผ่นดินรวมทั้งเรือนแพในริมน้ำหน้าวัดพนมยงค์แห่งนี้

นิสัยรักการผจญภัยทำให้นายเสียงไปบุกเบิกพื้นที่ทำกินผืนใหม่ ในเขตอำเภอวังน้อย จังหวัดสระบุรี ในปัจจุบันกระทั่งท้องทุ่ง

ซึ่งเต็มไปด้วยโขลงช้างป่าได้ตายลงไปเป็นเบ้าหลอมของความคิดของเด็กชายปรีดีอย่างสำคัญยิ่งในระยะต่อมาพื้นที่แห่งนี้อดีตเคยเป็นเรือนไม้ของครองครัวพนมยงค์รอบล้อมด้วยผืนนา200ไร่ที่ได้จากการบุกเบิกขับไล่โขลงช้างป่าคุณยายน้องได้เล่าให้ฟังว่านายปรีดีได้ความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจากประเทศฝรั่งเศสคุณยายบอกแก่ไม่เชื่อเพราะว่าจริงๆแล้วพี่ชายของท่านมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านใหม่ตอนที่ได้เข้ามาอยู่ในท้องนาที่นี่

ท่านก็มักจะคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่คุยเรื่องปัญหาบ้านเมืองปัญหาอะไรต่างๆบอกว่าได้หายไปในท้องไร่ท้องนาทั้งวันจากนั้นพ่อของนายปรีดีก็ได้ใช้งานยอย่างหนักถามว่าเหนื่อยไหมเหนื่อยและยังอยากจะเรียนอยู่อีกหรือไม่เรียนและจะไปเรียนอะไร

ซึ่งเขาได้บอกว่าอยากเรียนกฎหมายหลังจากนั้นนายปรีดีก็ได้เข้าเรียนศึกษากฎหมายโรงเรียนกรวงธรรมการเมื่ออายุได้17ปีและสอบไล่วิชากฎหมายขั้นเนติบัณฑิตย์ได้ในอีก2ปีต่อมาก่อนได้ขัดเลือกจากกระทรวงยุติธรรม

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet