ป้ายกำกับ: ประวัติและตำนาน

ความตายที่สุดสยองขวัญ

ความตายที่สุดสยองขวัญของเลดี้ มาร์กาเร็ต โพล แห่งประเทศอังกฤษ

    สำหรับตำนานสยองขวัญของหอคอยอังกฤษนั้นไม่ได้มีแค่เพียง 2- 3 ตำนานเท่านั้นแต่มีมากมายหลายตำนานด้วยกันและที่เป็นที่สยองขวัญและเป็นการตายที่สุดถึงมากที่สุดอีกตำนานหนึ่งนั่นก็คือตำนานของเลดี้ มาร์กาเร็ต โพล  ซึ่งในช่วงของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 การตายของขุนนางหรือเจ้านายชั้นสูงว่าโหดเหี้ยมแล้วการตายของเลดี้ มาร์กาเร็ต โพล

ซึ่งเป็นรุ่นหลังจากที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 สวรรคตไปกับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวมากกว่าโดยพระนางถูกลอบทำร้ายและฆ่าตายโดยเชื่อกันว่าคนที่ฆ่าพระนางนั้นเป็นลูกชายของพระนางเอง

ซึ่งมีการเล่าลือกันว่าเหตุที่ลูกชายของพระนางนั้นต้องก่อกบฏและเห็นภาพพระนางและคนในหอคอยนั่นก็เพราะว่า ลูกชายของพระนางนั้นต้องการที่จะเข้าฝั่งกับประเทศฝรั่งเศสซึ่งในสมัยโบราณนั้นประเทศอังกฤษประเทศฝรั่งเศสไม่ถูกกันอยู่แล้วทำให้หากต้องการที่จะเข้าพวกไปอยู่ฝรั่งเศสลูกชายของพระนางก็จะต้องมีการกบฏและเห็นภาพพระนางก่อนดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการกบฏก็คือพระนางเลดี้ มาร์กาเร็ต โพลได้ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดคอ

แต่เนื่องจากตอนที่เราเพชฌฆาตกำลังตัดคอพระนางนั้นได้ขัดขืนไม่ยอมให้เพชฌฆาตประหารชีวิตพระนางทำให้ระหว่างที่ดาบฟาดลงมานั้นโดนไปที่ไหล่ของพระนางซึ่งทำให้พระนางเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียงร้องโหยหวนของพระนางดังกึกก้องไปทั่วและกว่าที่เพชฌฆาตจะสามารถประหารชีวิตนางได้ก็ต้องฟันแล้วฟันเหล้าไปที่ร่างกายของพระนางรวมทั้งสิ้น 10 กว่าครั้งพระนางถึงสิ้นใจตายซึ่งถือว่าการประหารชีวิตในครั้งนั้นเป็นการประหารชีวิตที่ยาวนานที่สุดและสร้างความทรมานให้กับนักโทษมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเพราะไม่เคยมีใครที่จะถูกฟันครั้งแล้วครั้งเล่าถึง 10 ครั้งด้วยกัน

ก่อนจะสิ้นใจตายและเมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ไปแล้ววิญญาณของพระนางก็ยังคงหลอกหลอนผู้คนที่อยู่ภายในหอคอยแห่งนี้โดยในทุกต้องคืนผู้คนมักจะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนเหมือนเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสและไม่ใช่แค่เสียงร้องโหยหวนของพระนางเลดี้ มาร์กาเร็ต โพลเท่านั้นแต่ยังมีเสียงร้องโหยหวนของเรานักโทษคนอื่นที่ถูกพวกกบฏประหารชีวิต

พวกเขายังคงวนเวียนรอคอยเพื่อที่จะแก้แค้นอยู่ในหอคอยดังกล่าวซึ่งในช่วงค่ำคืนหากใครผ่านไปผ่านมาแถวบริเวณหอคอยแห่งนี้มักจะเห็นชายหญิงเดินเต็มหอคอยไปหมดซึ่งแต่ละคนก็จะสวมชุดเต็มไหมโบราณรูปร่างแปลกตาและหากมองดีๆ

บางคนก็จะไม่มีหัวหรือบางคนก็แขนผ่าซึ่งสร้างความสยดสยองให้กับประชาชนที่อยู่บริเวณรอบๆหอคอยเป็นอย่างมากและถึงแม้เรื่องเล่าสยองขวัญของหอคอยแห่งอังกฤษนี้จะยังคงมีอยู่หลายตำนานแต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงเดินทางไปเยี่ยมชมความงดงามของหอคอย

 

สนับสนุนโดย  9luck

ตำนานกุมารทอง

  กุมารทองเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการเชื่อว่ามีกุมารทองอยู่ซึ่งคนเริ่มรู้จักกุมารทองมาจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน   โดยตามตำนานของขุนช้างขุนแผนนั้นต้นกำเนิดของกุมารทองมาจากที่คุณแผนจับได้ว่าเมียของตนเองที่ชื่อว่านางบัวคลี่ซึ่งขณะนั้นกำลังตั้งท้องอยู่ได้มีการคิดจะฆ่าขุนแผนด้วยการวางยาพิษดังนั้นขุนแผนจึงได้ฆ่านางบัวคลี่และผ่าท้องเอาเด็กออกมาจาก ท้องมาทำกุมารทอง ซึ่งในนิยายคุณช้างขุนแผนนี้เองกุมารทองจะกลายเป็นผู้ช่วยที่คอยช่วยเหลือขุนแผนอยู่ตลอดเวลา 

         ตามความเชื่อนั้นเชื่อกันว่ากุมารทองเกิดมาจากวิญญาณของเด็กผู้ชายที่ตายในท้องของมารดาแต่หากวิญญาณนั้นเป็นผู้หญิงจะเรียกอีกชื่อว่าหงส์พรายซึ่งตามความเชื่อนั้นเกิดจากคนที่มีวิชาอาคมแกร่งกล้าไปเอาวิญญาณของเด็กที่ตายในท้องแม่มาเลี้ยงไว้เป็นลูก ซึ่งมีหลักฐานเป็นเอกสารเขียนถึงขั้นตอนการทำกุมารทองเอาไว้ว่า จะต้องมีการไปนำเอาร่างของเด็กที่ตายท้องกลมออกมาจากท้องของแม่เด็ก และทำพิธีกรรม หลังจากนั้นต้องนำร่างของเด็กมาเผาไฟให้ร่างกายของเด็กแห้งสนิท

โดยต้องเผาให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วนำร่างที่เผาแห้งแล้วมาลงรักปิดทองให้ทั่วทั้งตัว ทำให้เรียกชื่อกันว่า กุมารทองแต่ต่อมาประเทศชาติมีการพัฒนามากขึ้นผู้ที่มีอาคมไม่สามารถที่จะนำศพของเด็กทารกมาเผาแล้วปิดทองเป็นกุมารทองได้จึงได้มีการเปลี่ยนวิธีการการสร้างกุมารทองขึ้นมาใหม่โดยการนำดินเจ็ดป่าช้า มาสร้างเป็นรูปกุมารทอง และบริกรรมคาถา สร้างเป็นกุมารทองขึ้นมา 

ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันผู้คนต่างพากันกราบไหว้บูชากุมารทองเพื่อให้ช่วยเหลือเนื่องจากมีความเชื่อกันว่ากุมารทองนั้นมีอิทธิฤทธิ์มากมาย โดยในสมัยโบราณมักจะนิยมพกกุมารทองออกไปช่วยในการทำสงคราม  แต่ในปัจจุบันมีการสร้างกุมารทองเป็นรูปลักษณะเหมือนเด็ก และมีความเชื่อกันว่ามีวิญญาณของเด็กมาสิงสถิตอยู่ในรูปกุมารนั้น หากใครก็ตามที่จะเลี้ยงดูกุมารทองจะต้องมีการเลี้ยงดูเหมือนกับเลี้ยงดูลูกของตนเองต้องหาซื้อเสื้อผ้า 

ซื้อของเล่นรวมทั้งหาข้าวของมาให้กินเป็นประจำทุกวัน สำหรับปัจจุบันนี้คนที่นิยมบูชากุมารทองมักจะมีการนำน้ำแดงมาไหว้ และเวลากินข้าวหรือกินขนมก็ต้องเรียกกุมารทองมากินด้วย

ซึ่งมีการเชื่อกันว่าใครที่เลี้ยงกุมารทองแล้วดูแลกุมารทองเป็นอย่างดีกุมารทองก็จะให้คุณด้วยการช่วยเหลือด้วยการปกป้องอันตรายจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆรวมถึงอาจจะมาให้เลขให้หวยทำให้ที่บ้านมีฐานะดีขึ้น  และของที่จะมาเส้นไหว้กุมารทองนั้นนอกจากน้ำแดงแล้วยังสามารถใช้เป็นน้ำสีต่างๆหรือน้ำผลไม้ก็ได้รวมถึงขนมกุมารทองจะนิยมชอบขนมโบราณแบบกล้วยน้ำว้า 

สิ่งก่อสร้างจากพีระมิดที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

คนงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นคนงานสร้างพีระมิด

หลายคนก็คงจะเข้าใจกันมาตลอดเลยว่าผู้ที่ได้ก่อสร้างพีระมิดคือแรงงานยิวที่จะต้องทำงานท้ามกลางแดดที่ร้อนระอุและจะถูกลงโทษอย่างหนักหากว่ามีการแอบพักได้สืบเนื่องมาจากทิศดีของ  เฮอรอโดทัส ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่ได้ถูออธิบายเอาไว้จากนั้นทางฮอลลีวู้ดก็ได้นำเอาไปเป็นการสร้างภาพยนตร์จนมันดังอย่างมากแต่หลังจากนั้นมาเมื่อในปี1990หัวหน้านักโบราณคดีก็กลับได้พบความจริงจากการที่ได้ขุดค้นพบในสุสานแล้วว่าผู้ที่ก่อสร้างพีระมิดขึ้นมานั้น

ไม่ได้เป็นอย่างที่เรานั้นได้รู้จัดกันแต่มันเป็นช่างที่มีฝีมืดทางตอนเหนือและใต้ที่จะต้องการจะมีส่วนร่วมประวัติศษสตร์อันยิ่งใหญ่ต่างหากและจากหลักฐานที่ได้ค้นพบเจอมานั้นได้ว่ากันมาว่าได้มีแรงงานเป็นหมื่นๆคนโดยพวกเขานั้นจะได้รับค่าจ้างเป็นเนื้อสัตว์ในทุกๆวันและไม่ได้จะกินแต่ขนมปังอย่างที่ทุกคนนั้นได้เข้าใจกันแต่สิ่งที่ดูว่าหน้ามันจะเป็นจริงก็เห็นว่าจะเป็นงานที่หนักเอาการเนื่องจากได้มีการที่ได้ศึกษาด้านโครงกระดูกแล้วก็ได้พบว่าพวกเขานั้นได้มีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงมักจะเป็นโครข้อและกระดูกสันหลังอักเสบจึงมันได้ส่งผมให้อายุนั้นสั้นลงอย่างปกติทีนี้เราทุกคนก็จะเข้าใจอย่างตรงกันแล้วนะ

ตำแหน่งของพีระมิดที่ชี้ไปยังขั้วโลกเหนือ

สำหรับในการก่อสร้างพีระมิดของชาวอียิปต์โบราณก็ได้ทิ้งข้อสงสัยถึงความสามารถในการก่อสร้างเอาไว้ให้กับนักโบราณคดีเป็นอย่างมากและหนึ่งในทิศดีในที่ปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้อย่างชัดเจนได้ก็คือตำแหน่งของพีระมิดนั้นสามารถที่จะชี้ไปทางขั้วโลกเหนือได้อย่างแม่นยำแต่สิ่งที่หน้าสนใจก็คือชาวอียิปต์โบราณนั้นเขาได้ใช้อะไรเป็นตัวชี้ทางนำทิศทางกันแน่ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยสักหน่อยแต่ก็มีนักบราณคดีหนึ่งคนต่างก็ได้สันนิษฐานว่า

พวกเขาอาจจะใช้วิธีการสังเกตุการจากทิศทางจากกลุ่มดาวหมีใหญ่และกลุ่มดาวหมีเล็กแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็จะไม่ใช้เรื่องที่ง่ายเลยที่จะก่อสร้างอะไรสักอย่างที่ที่จะให้ชี้ไปทางขั้วโลกเหนือได้อย่างแม่นยำได้ขนาดนี้มันก็อาจจะเป็นเพราะชาวอียิปต์โบราณและจะมีการคำนวนที่ซับซ้อนอยู่ก็เป็นได้ว่ากันว่าไม่มีความแม่นยำขนาดไกลเคียงกับเส้นเมริเดียนที่ได้ลากผ่านเมืองกรีนิชในประเทศอังกฤษด้วยน่าทึ่งกันเลยใช่มั้ยล่ะและถ้าพวกเขาได้มีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้มันอาจจะกลายเป็นผู้ที่ก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ความลับของพีระมิดที่ไม่อาจรู้มาก่อน

เราเชื่อวาหลายคนก็คงจะหลงไหลไปกับอารยธรรมอียิปต์เพราะมันได้เต็มไปด้วยความลึกลับและมีความเป็นอาถรรพ์สุดๆที่น่ากลัวที่สุดก็น่าจะเป็นคําสาปฟาโรห์นี่แหละแต่เนื่องจากข้อมูลที่ได้มีความเกี่ยวกับสฟิงซ์และพีระมิดที่เรานั้นได้รู้จัดกันแล้วแต่ก็ยังได้มีความลับซ้อนอยู่อีกมากมายและถ้าคุณนั้นอยากรู้เรามากไขปริศนากันเลย

หินทรงกลมลึกลับบนยอดพีระมิดที่หายไป

หลายคนก็อาจจะคิดว่ามหาพีระมิดแห่งกีซาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสุสานเท่านั้นแต่ก็ยังมีบางคนที่คิดว่าจริงๆแล้วมมันได้ถูกใช้ให้เป็นแหล่งผลิตและส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่างหลากเล่าโดยนักโบราณคดีและนักทิศดีก็ได้เชื่อว่าที่นี่ก็หน้าจะใช้เป็นโรงงานไฟฟ้าด้วยการที่ใช้ประโยชน์จากน้ำในที่ราบสูงกกีซ่าเพื่อที่จะได้ผลิตกระแสไฟฟ้ามันจะเป็นไปได้

หรือแต่ก็ยังได้มีสถาปนิกชาวสเปนกลับได้คิดต่างเนื่องจากพวกเขานั้นได้พบตัวเลขชี้วัตที่ไม่น่าจะถูกระบุอยู่บนยอดพีระมิดเข้าและได้คิดว่าในชาวอียิปต์โบราณได้วางสิ่งของที่เป็นวัตถุวงกลมเอาไว้ที่บนยอดของมันด้วยซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นแหล่งกำเนิดของไฟฟ้าหรือเป็นพลังงานอย่างที่ได้เข้าใจกันมันอาจจะมีเอาไว้เพื่อบูชาดวงอาทิตย์และดาวซีเรียสดาวที่สหว่างมากที่สุดในท้องฟ้าซึ่งมันก็ได้อยู่ในความดูแลของเทพีไอซิสก็ได้แต่ก้จะไม่มีใครที่จะรู้ว่าสรุปแล้วมันได้มีเอาไว้ทำอะไรแต่ถ้าเกิดว่ามันมีอยู่จริงๆคนที่ได้เป็นคนสร้างนั้นจัดได้ว่าเป็นยอดอัจฉริยะเลยจริงๆ

ห้องลับหลังหูของสฟิงซ์

ในขณะที่นักโบราณคดีก็ได้คิดค้นหาในการขุดหาห้องลับในตัวของสฟิงซ์ขึ้นอยู่นั้นแตก็ไม่มีใครที่จสังเกตุเห็นในส่วนที่เป็นห้องลับอยู่ที่หลังหูของมันเลยสักนิดเดียวแต่เรื่องก็ดันมาความแตกจากนั้นได้มีหนุ่มเด็กอัจฉริยะชาวรัฐเซียก็ได้ออกมาบอกว่ามันได้มีอยู่จริงๆโดยอ้างว่าในห้องลับดังกล่าวได้มีกลไกที่ซับซ้อนอยู่หากว่าได้มีการปลอดล็อกเมื่อไรสิ่งที่มีชีวิตอยู่บนโลกนั้นก็จะเปลี่ยนไปเมื่อคุณได้ฟังดูแล้วอาจจะไม่น่าเชื่อใช่หรือไม่แต่ลองมาสังเกตดูดีๆ

ก็จะพบเห็นช่องว่างนั้นจริงๆถึงเมื่อว่าคำกล่าวอ้างของเขานั้นจะทำให้นักโบราณคดีอียิปต์สั่นสะเทือนกันไปหน่อยแต่ก็อย่าพึ่งตกใจกันไปนะเพราะว่าห้องที่ได้กล่าวมานั้นยังไม่มีนักโบราณคดีคนไหนที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไปออกมาฟันธงหรือบอกว่าสรุปแล้วมันเป็นจริงอย่างที่เขาบอกจริงหรือไม่จึงทำให้ห้องลับแห่งนี้ยังคงเป็นปริศนา

3ประเทศที่แย่เกินกว่าจะเยียวยา

3ประเทศที่แย่เกินกว่าจะเยียวยาและซ้อมแซมมันขึ้นมาใหม่ได้

เฮติ

เฮตินั้นเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในทวีปอเมริกาโดยสภาพเศรษฐกิจจะต้องหยุดซะงักความไร้เสถียรภาพทางการเมืองแทรกแซงจากต่างชาติและในการบริหารแบบผิดๆที่เรื้อรังมาเป็นเวลานานๆสหประชาชาติระบุว่ามีชาวเฮติจำนวน 5 ล้านคนจะคิดเป็น 40.5 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศอันเชิญภาวะการขาดสารอาหารนอกจากการไร้เสถียรภาพทางการเมืองการเผด็จการและการรัฐประหารที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในประเทศเล็กๆแห่งนี้จะต้องประสบภัยธรรมชาติสารพัดทั้งพายุเฮอริเคนและแผ่นดินไหวในการศึกษาที่ล้าหลังสุดๆให้ประชาชนยากจนข้นแค้นเป็นประเทศมีการทุจริตคอรัปชั่นสูงสุด

ดับต้นๆของโลกและทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีนักการเมืองครอบครองและยังได้มีระบบการเมืองที่อ่อนแอไม่สามารถที่จะบริหารประเทศได้ดีธานาธิบดีที่เป็นผู้นำประเทศเป็นได้เพียงแค่หุ่นเชิดที่ไม่มีอำนาจทางเด็ดขาดก่อให้เกิดการรัฐประหารและปฏิวัติมาครั้งแล้วครั้งเล่าและผลที่เกิดขึ้นก็คือความเร็วของประเทศความเจ็บปวดของประชาชนและในทุกวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่ามันจะดีขึ้นเลย

ซิมบับเว

ซิมบับเวมีชื่อเป็นทางการว่าสาธารณรัฐซิมบับเวอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาซึ่งได้เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลการพังย่อยยับภายใต้การปกครองระบบของ โรเบิร์ต มูกาเบ ที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่2543 การบริหารจัดการที่ผิดพลาดอยากได้มีการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลมูกาเบ้ โดยที่ทางรัฐบาลออกกฎหมายใหม่ปฏิวัติจัดการที่ดินทำกินยึดครองกรรมสิทธิ์ที่ดินไร่ดินที่ดินของคนผิวขาวและนำเอามาแจกคนผิวดำให้มีที่ดินทำกินโดยที่ไม่มีแผนการรองรับ

และยังไม่ได้ให้ความรู้ทักษะต่างๆแก่คนผิวดำไว้ก่อนเส้นทางไปเกาะเกิดการวิกฤตเงินเฟ้อเป็นอันดับที่สองประวัติศาสตร์ของโลกจากด้านปัญหาเศรษฐกิจจึงทำให้ประชาชนชาวซิมบับเวจะต้องเผชิญกับปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมายโดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุขภาพมีรายงานว่ามีการติดเชื้อเอดส์ของชาวซิมบับเวได้ขึ้นสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกหรือประชากรในวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเสี่ยงจะติดเชื้อเอดส์อีกทั้งยังมีชาวซิมบับเวอีกหลายคนเสียชีวิตลงจากเอดส์ถึงปีละประมาณ 30,0000 คนเลยทีเดียว

เวเนซุเอล่า

ในครั้งหนึ่งเวเนซุเอล่าได้เคยเป็นประเทศที่ร้ำรวยที่สุดในประเทศลาตินอเมริกาแต่ในปัจจุบันนั้นพวกเขากำลังที่จะหมดสิ้นโดยซึ่งอาหารในโรงพยาบาลนั้นก็ยังเต็มไปด้วยเด็กไข้และในขณะที่หมอไม่มียาหรืออุปกรณ์ทางการพทย์มากเพียงพอที่จะทำการรักษาใดๆหรือแม้แต่ไฟฟ้าก็ยังไม่มีอะไรที่จะมารับประกันได้ว่ามันจะมีให้คนที่นี้ได้ใช้อยู่ตลอดเวลาแต่ที่ยังมีอยู่เหลืออยู่สิ่งเดียวก็คือความวุ่นวายเวเนซุเอล่าเป็นประเทศเดียวที่ได้มีน้ำมันดิบที่สำรองเอาไว้มากที่สุดในโลก

พวกเขาน่าจะมีแหล่งทำเงินได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดแต่ในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลยเพราะตอนนี้งบประมาณของรัฐบาลเวเนซุเอล่ากำลังจะหมดลงราคาสินค้าก็พุ่งขึ้นสูงขณะที่โกลาหลของคนชั้นล่างซึ่งไม่พอใจที่คนชั้นสูงจำนวนน้อยควบคลุมของทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศนี้เอาไว้

ทำไมรัฐฉานถึงไม่เข้าร่วมกับประเทศไทย

ในช่วงสมัยนั้นประเทศไทยเองก็ได้ทำเรื่องเอาไว้ไม่ดีมากชาวเชียงตุงในช่วงสมัยนั้นก็เลยเกียจประเทศไทยจึงได้เลือกที่จะไปขออยู่กลับประเทศพม่าและในความเห็นส่วนตัวจริงๆเขาก็คงอยากจะเป็นรัฐที่อิสระเพราะในสนธิสัญญา ปางโหลงค่อยข้างที่จะชัดเจนแต่ก็ดันมาโดยถูกหักหลังเสียก่อนไม่ใช่แค่ไทใหญ่ คะฉิ่น กระเหรี่ยงก็โดยกันไปทั่วหน้า

ในเวลาต่อมาเราไดคิดว่ารัฐฉานอยากจะมีเอกราชเป็นของตนเองแต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถรู้อนาคตได้บ้านพี่เมืองน้องอย่างล้านนาดูเหมือนว่าจะรักษาเมืองเอาไว้ได้แต่พอได้มีการปฏิรูปการปกครองล้านนาก็เป็นอีกหนึ่งส่วนของสยามไปแล้วจากนั้นผู้คนก็ได้หล่อหลอมรวมกันเป็นชื่อไทย เขานั้นได้เป็นรัฐที่อิสระถึงในบางคราวจะเป็นประเทศราชชาติข้างเคียงแต่ก็จะต้องปกครองตนเองมาตลอด

และทำไมจะต้องมาเป็นอีกหนึ่งส่วนของประเทศไทยด้วยและรัฐบาลประเทญไทยในสมัยนั้นก็ไม่ได้มีนโยบายในการปกครองแบบสหพันธรัฐด้วยหากใครที่ได้มาเป็นหนึ่งส่วนของประเทศไทยก็จะต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลกรุงเทพเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นนอกจากนี้ฝฝรั่งเศษเองก็ได้ไปอ่านเจอว่าประเทศลาวของให้ประเทศไทยนั้นช่วยในการประกาสเอกราชจากประเทศฝรั่งเศษและจะขอเข้าร่วมเป็นสหพันธรัฐกับประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยที่กรุงเทพก็อย่างปฏิเสธไปเลย

เนื่อจากนี้เองไทใหญ่นั้นจะเข้ามาอยู่กับประเทศไทยทำไมในเมื่อเหล่าสนธิสัญญา ปางโหลงในปี1947กำเนิดสหภาพพม่าในนั้นพม่าก็คือประเทศที่ได้เจริญเป็นอันสองในอาเชียลองมาจากฟิลิปปินส์ผู้ที่ส่งออกข้าวเป็นอันดันหนึ่งของโลกและยังได้ครองตลาดไม้สัก70%ของตลอดโลกประชากรรู้หนังสืออันดับหนึ่งในอาเชียควบคลุมเส้นทางการค้าขายระหว่างอินเดียกับจีนเป็นคู่ค้ากับโยกาสราเวยได้ครองลานนาที่มีคุณภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งและได้กำลังเริ่มขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหนึ่งในประเทศที่ได้เติบโตอย่างเร็วที่สุดในโลกและในขนาดนั้นประเทศไทยเองก็แทบจะไม่มีอนาคตกับเผด็จการทหารและประติวัต รัฐประหารกันเองจนกระทั่งในปีพุทธศักราช1962นายพลเนวี่นก็ได้เข้ามายึดครองอำนาจถ้าพม่าได้เข้าสู่ยุคเผด็จการทางทหาร

และปิดประเทศสงครามกลางเมืองจึงได้ทำให้ประเทศไทยนั้นได้เข้ามาครองตลาดเป็นผู้ส่งออกข้าวจากนั้นก็ได้ทำให้ประเทศไทยได้ขึ้นมามีวันนี้แต่จริงๆแล้วเขาก้อยากที่จะให้เป็นเอกราชซะมากกว่าเพื่อให้ขึ้นกับสยามแค่ในปัจจุบันเดินทางจากกรุงเทพไปแม่ฮ่องสอนก็ยังเดินทางยากถ้าจะต้องไปรัฐฉานจะเป็นอย่างไรคิดถ้าว่าล้านนาไม่ขึ้นกับสยามรัฐฉานอาจอยากจะรวมกับล้านนามากกว่าพม่าก็เป็นได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  rb88

สัตว์ที่ได้หายสาบสูญ

ในแต่ละวันที่มีสัตว์จำนวนมากมายที่ต้องสูญพันธ์ลงไปซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าในอีก40ปีต่อจากนี้จะมีสัตว์ป่าสูญพันธ์เพิ่มขึ้นมากอีกถึง50%เลยทีเดียวแต่ในบางครั้งเรากลับได้พบสัตว์ที่ได้สูญพันธ์ไปแล้วอีกรอบอย่างไม่หน้าเชื่อซึ่งในวันนี้จะขอพาคุณไปพบกับสัตว์ที่ได้สูญพันธ์ไปแล้วแต่กลับได้พบเห็นอีกครั้งหนึ่งมันจะมีตัวอะไรกันบ้างเราไปดูกันเลย

1 ค้างคาวลิตเติลบราวน์ – สหรัฐอเมริกา

หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกมันได้สูญพันธ์ไปแล้วจากโรคจมูกขาว ซึ่งได้เป็นเชื่อลาที่ได้เติบโตที่บริเวณที่รอบๆจมูกปากและปีกในขณะที่พวกมันกำลังจําศีลแต่ในปัจจุบันได้มีการพบเห็นเจ้าค้างคาวชนิดนี้มากขึ้นและก็คาดว่าอาจจะใช้เวลานานถึง30 ถึง 40ปีที่พวกมันนั้นจะกลับมามีจำนวนเท่าเดิมอีกครั้งก่อนที่จะเจอภาวะโรคจมูกขาว

2 โลมาแม่น้ำจีน – จีน

เป็นโลมาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ําแยงซีเกียงตอนกลางและตอนล่างของประเทศจีนจนมาได้ฉายาว่าเทพทิดาแห่งแม่น้ําแยงซีเกียง ซึ่งโลมาชนิดนี้เคยอาศัยอยู่ในแม่น้ําแยงซีเกียงกว่า1,000ตัว ในช่วงศตวรรษที่1950ก่อนที่จะถึงสภาวะอดอยากจากนั้นมาก็ไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลยตั้งแต่ในปี2007จนกระทั่งกลุ่มอนุรักษ์สมัคเล่นได้บังเอิญเข้ามาเจอและเชื่อว่าพวกมันยังคงมีชีวิตอยู่น้อยนิดในแม่น้ําแยงซีเกียง

3 ฟิชเชอร์ – สหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสัตว์สายพันธ์เดียวกับพังพอน แต่ก็ไม่มีใครที่จะพบเจอเจ้าฟิชเชอร์อีกเลยตั้งแต่ศตวรรษที่1008เป็นต้นมาจนกระทั่งปีในเดือนพฤศจิกายนปี2016พวกมันกับได้มีการค้นพบอีกครั้งผ่ายทางกล้องวีดีโอที่ได้ตั้งถ่ายเอาไว้ในป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของมินนิโซต้าและได้รับการยื่นยันจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรรัฐไอโอวา ว่ามันคือเจ้าฟิชเชอร์ตัวจริงเสียจริง

4 ทากเบียร์ – เยรมันนี

เจ้าทากเบียร์ชนิดนี้ไม่เคยได้ถูกค้นพบในเยรมันนีมาตั้งแต่ในปี1935จนผู้เชียวชาญเชื่อกันว่าพวกมันนั้นได้สูญพันธ์ไปจากโลกนี้แล้วแต่เมือเดือนเมษยนในปี2017 ได้มีการค้นพบเจ้าทากเบียร์เป็นครั้งแรกในรอบ80ปีและนี่ก็ถือว่าเป็นการค้นพบสัตว์ที่เชื่อว่สได้สูญพันธ์ไปแล้วล่าสุดในขณะนี่

5 เสือโคร่งอินโดจีน – ไทย

เมื่อประมาณ100ปีก่อนนักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีเสือโคร่งอินโดจีนกว่า100,000ตัวแต่หลังจากบุกรุกทำร้ายป่าในพื้นที่อยู่อาศัยของเสอโคร่งอินโดจีนจึงทำให้พวกมันได้มีจำนวนที่ลดลงแลพก็ไกล้จะสูญพันธ์แต่ล่าสุดได้มีการค้นพบเสือโคร่งอินโดจีนที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทำให้นักอนุรักษ์มีโอกาสที่จะได้พบเสือโคร่งอิโดจีนในไทยมากขึ้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  dewabet

ตำนาน ทหาร ว้าแดง

วันนี้เราจะมามาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ กองทัพว้าแดง

ว่าเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพมากขนาดไหน กองทัพ ว้าแดงนั้นได้เก็บตัวเงียบมาตลาดในแวดวงการเมืองของประเทศหลังจากที่ได้ทำข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปีพุทธศักราช 2532 ทำให้กองทัพว้าแดงนั้นได้สิทธิในการปกครองตนเองบนพื้นที่ที่มีขนาดเท่ากับเบลเยียมติดกับพรมแดนจีนและได้กลายมาเป็นเขตกันชนให้กับทางจีน โดยกองทัพว้าแดงนั้นได้ถูกตราหน้าว่าเป็นขบวนการค้ายาเสพติดที่ติดอาวุทหนักที่สุดของเอเชียแต่ในขณะนี้กบฏคนกลุ่มน้อยชาว ว้า ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนได้ผงาดขึ้นมา

เป็นผู้เล่นคนสำคัญในกระบวนการเมียนมาร์ (พม่า)สืบเนื่องมาจากอิทธิพลที่แข็งแกร่งของจีนที่มีเหนือประเทศเพื่อบ้านเมื่อ นางอองซานซูจี ผู้นำพลเรือนคนใหม่ของรัฐบาล เมียนมาร์ (พม่า) ได้มีการจัดประชุมสันติภาพรอบแรกกับกลุ่มชาติพันธต่างๆมากมายเมื่อปีที่แล้วและการเข้าร่วมเจรจาของ กองทัพว้าแดง เป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้นโดยกองทัพว้าแดงนั้น

ได้เกินขึ้นมาจากคนกลุ่มน้อยที่มีชื่อว่า ว้า ซึ่งเป็นชนชาติเก่าแก่ของเมียนมาร์ (พม่า)มีรกลากอยู่บริเวณตอนบนของรัฐฉานซึ่งมีชื่อเสียงของชาวว้าในสมัยก่อนนั้นเป็นที่หน้าสะพรึงกลัวของชนเผ่าอื่นเพราะพวกเขาได้ถูกขนาดนามว่าเป็นนักล่าหัวมนุษย์โดยในอดีคชนชาติว้านั้นประกอบอาชีพหลักคือการเพาะปลูกจนมาถึงในช่วงที่ก่อตั้งกองกำลัง ว้าแดง

จึงได้หันไปปลูกฝิ่นเพื่อขายระดมทุนมาใช้ในการทำสงครามปลดปล่อยกับรัฐบาลพม่าจนกลายมาเป็นรายได้หลักมหาศาลซึ่งส่งผมให้กองกำลังว้าแดงนั้นได้มีเงินซื้ออาวุธที่ทันสมัยมาใช้ต่อกลอนกัยรัฐบาลในการเติบโตของกองกำลังว้าแดงนั้นได้ทำให้รัฐบาลพม่าถึงต้องกับหนักใจเพราะกองกำลังว้าแดงได้กลายเป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศโดยมีกำลังพลถึง30,000นายแบ่งออกเป็น4กลุ่มตั้งรกลากอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ

โดยแต่ละกลุ่มจะมีผู้นำที่ติดต่อเป็นพันธมิตรระหว่างกันโดยรัฐบาลพม่านั้นได้ตระหนักถึงข้อนี้ดีถ้าทั้ง4กลุ่มรวมตัวกันโจมตีก็จะทำให้การปราบปรามทำได้ยากจึงได้แก้ปัญหาด้วยการทำสัญญาหยุดยิงในปีพุทธศักราช2533 ซึ่งข้อตกลงนี้รัฐบาลพม่าถึงว่าได้ประโยช์นเช่นกันเพราะสามารถใช้กองกำลังว้าแดงปราบชนกลุ่มน้อยอื่นๆที่อยากจะแยกตัวออกจากพม่าได้เช่น กองกำลังรัฐฉานและในช่วงปีพุทธศักราช2551 ทางรัฐบาลพม่าได้ให้สิทธิ์ในการตั้งเขตปกครองตัวเองแก่กองกำลัง ว้าแดง ทั้งหมด6แห่งโดยมีศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองปางซาง พม่า ตั้งอยู่รัฐฉาน ติดอยู่กับมณฑลยูนนาน ประเทศจีน  

 

สนับสนุนโดย  9luck

งานบุญเทศน์มหาชาติของชาวบ้านชีทวน

บุญผะเหวด งานบุญเทศน์มหาชาติของชาวบ้านชีทวน

พอถึงเดือน4ให้พากันเก็บดอกจานสารบั้งไม้ไผ่ปักดอกจิกข้อความนี้ได้มีการกล่าวถึงชาวอีสานมาแต่เก่าก่อนเพราะดอกจิกดอกจานจะบานราวเดือน3ชาวบ้านจะพากันเก็บดอกไม้เหล่านี้นำเอามาร้อยเป็นพวงมาลัยเพื่อตกแต่งศาลาเปรียญสำหรับเอาไว้จัดงานบุญใหญ่คือ งานบุญผะเหวด หรือที่รู้จัดกันโดยทั่วไปคือบุญมหาชาติเป็นงานบุญประเพเณีฮีตสิบสองของชาวอีสานวันนี้เราจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับงานบุญผะเหวดหรืองานบุญมหาชาติของชาวชีทวนอําเภอเขื่องในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นงานบุญที่ของชาวชีทวนยังคงอนุรักษ์วิถีชุมชนดั่งเดิมเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้สืบสารกันต่อไป

บุญผะเหวดเป็นการออกเสียงตามสำนองของชาวอีสาน

ซึ่งมาจากคำว่าพระเวทบุญผะเหวดเป็นการจัดงานบุญเพื่อที่จะให้ชาบ้านนั้นรำลึกถึงพระเวสสันดรผู้บำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ก่อนที่จะมาเสวยชาติเป็นองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติต่อมาหัวใจที่สำคัญของงานบุญผะเหวดคือการเทศน์มหาชาติ13กันในฮีตสิบสองของชาวอีสานถือว่างานบุญผะเหวดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฮีตสิบสองนิยมจัดงานกันในช่วงเดือน3ถึงเดือน4งานประเพณีชีทวนเดือน4นั้นจะต้องทำเป็นประจำและถ้าไม่ทำเชื่อกันว่าอาจจะทำให้ฝนแร้งอะไรประมาณนั้นนอกเหนือจากบุญบั้งไฟเดือน6บุญมหาชาติฝนก็ได้ตกมาสารพัดที่ได้ตกลงมาเมื่อครั้งพุทธกาล

 

และบางครั้งในตอนที่ยังเป็นเวสสันดอนก็ดีถือได้ว่าเป็นฝนที่ตกลงมาอย่างสารพัดที่ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลและนั่นพวกชาวบ้านก็จึงได้จักงานทำบุญผะเหวดกันและก็ฟังเทศน์ตลอดทั้งวันเพื่อให้จบทั้ง13กันมีนกระทั้งปรารถนาว่าเกิดชาติหน้าต่อๆไปจะได้เกิดรวมกับพระศรีอริยเมตไตรย ชาวชีทวนยังคงรักษาประเพณีเก่าก่อนในการจัดงานบุญผะเหวดคือมีวันโฮมและวันฟังเทศน์วันโฮมหรือวันรวมเป็นวันที่จะต้องรวมมือรวมใจกันของผู้คนในชุมชนเพื่อที่จะได้เตรียมงานเทศน์มหาชาติได้มีการจัดตกแต่งศาลาหรือสถานที่ที่จะใช้จัดงานเตรียมเครื่องสักการะดอกไม้ธูปเทียนข้าวตอกข้าวพันก้อน

 

และเครื่องคาวหวานสำหรับผีเปรดโดยรอบๆศาลาจะมีการแขวงภาพผะเหวดเป็นเรื่องราวของพระเวสสันดรตั้งแต่กันที่1ถึงกันสุดท้ายและซึ่งที่ขาดไม่ได้เลยในงานบุญผะเหวดของชาวอีสานไม่ได้เลยก็คือข้าวปุ้นหรือขนมจีนจะต้องมีการจัดเตรียมเอาไว้ให้พร้อมสำหรับแขก บุญผะเหวดถ้าจะให้พูดเป็นภาษากลางเรยกบุญมหาชาติ มหา แปลว่าใหญ่ ชาติ แปลว่า  การเกิดขององค์สมเด็จขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นชาติสุดท้าย

ตำนานเมืองใต้ประเพณีชิงเปรต 

 สำหรับความเชื่อเรื่องประเพณีชิงเปรตนั้น

มีความเชื่อกันว่ายิ่งชิงได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งได้บุญกุศลแรงเท่านั้น   การชิงเปรตเป็นประเพณีของภาคใต้จัดขึ้นในวันสารท เดือนสิบจัดขึ้นให้กับเปรตทั้งหลาย ที่มีชื่อเรียกที่น่ากลัวแบบนี้เพราะว่าเป็นประเพณีที่เป็นการทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษรวมถึงผีไร้ญาติ  โดยชาวบ้านทางภาคใต้เชื่อว่าคนที่ตายไปแล้วและยังคงมีบาปหนาจะกลายเป็นเปรต และจะอยู่ที่เมืองนรกเพื่อชดใช้กรรม และเปรตเหล่านั้นจะถูกปล่อยให้ขึ้นมาที่บนโรคมนุษย์ได้ 15 วันเพื่อมารับส่วนบุญที่ลูกหลานอุทิศให้ และเมื่อครบกำหนด 15 วันแล้ว

เปรตก็ต้องกลับไปชดเชยกรามที่นรกเหมือนเดิม ซึ่งวันที่เปรตขึ้นมาขอส่วนบุญนี้เราเรียนว่า วันส่งเปรต ซึ่งจะตรงกับวันสารท โดยในวันสารทลูกหลานของคนที่ตายแล้วจะจัดหาอาหารไปถวายพระที่วัด และจะเตรียมอาหารอีกส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการตั้งเปรต ซึ่งอาหารที่ใช้ในพิธีนี้จะมีขนมลา ,  ขนมพอง ,ขนมบ้า ,และขนมเบซำ และนำขนมเหล่านี้ไปวางรวมกันบนลานเปรต ซึ่งเป็นร้านสูงที่มีสายสิจน์ผูกอยู่พระสงฆ์จะทำพิธีสวดบังสะกุลให้กับลูกหลาน และทำการอุทิศส่วนกุศลและกรวดน้ำให้ผู้ตาย ซึ่งพิธีชิงเปรตจะเริ่มขึ้นหลังจบจากพิธีสวดและพระได้ฉันเพลแล้วโดยลูกหลานจะเข้าไปชิงอาหารที่มีชาวบ้านเอามาวางรวมกัน

โดยมีความเชื่อที่ว่ายิ่งชิงอาหารมาได้มากเท่าไหร่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมากเท่านั้น

      สำหรับประเพณีนี้มีการกระทำต่อต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว เป็นประเพณีที่ลูกหลานจะให้ความสำคัญ เพราะหากเมื่อถึงวันที่จะต้องมีการจัดประเพณีชิงเปรตขึ้น ต่อให้มีการไปทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด หากแต่ในวันดังกล่าวทุกคนจะต้องมารวมตัวกัน เพื่อมาประกอบพิธีชิงเปรตนี้ ซึ่งถือได้ว่า การจัดงานประเพณีชิงเปรตเป็นการจัดกิจกรรม เพื่อให้คนในครอบครัวได้มาอยู่รวมกันและยังเป็นการรวมตัวกันเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ

     หากใครที่ได้ยินชื่อว่าประเพณีชิงเปรตอาจจะเข้าใจว่าพิธีกรรมนี้ไม่ควรทำเพราะชื่อไม่เป็นมงคล แต่ความจริงแล้วประเพณีนี้ถือว่าเป็นการทำบุญครั้งใหญ่เสียด้วยซ้ำไป ประเพณีชิงเปรตจะมีความคลายกับประเพณีของจีนประเพณีหนึ่ง นั่นก็คือ ประเพณีเทกระจาด แต่สำหรับของจีนแล้วจะต่างกันตรงที่พวกเขาจะทำให้ผีไม่มีญาติแต่ของไทยเราจะเน้นทำให้กับญาติ กับบรรพบุรุษ และก็สามารถทำให้กับเปรตที่ไม่มีญาติได้ด้วยเช่นกัน