หมวดหมู่: ศิลปะ

Caravaggio

มีจิตรกรผู้โด่งดังคนหนึ่งในช่วงปี 1952 โดยชื่อของเขานั้นก็คือ Caravaggio เขานั้นได้มีการเดินทางมายังกรุงโรมประเทศอิตาลี เพื่อเข้ามาสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา และชีวิตใหม่ที่คาดหวังของเขานั้นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังและราบรื่นสักเท่าไหร่นักโดยในช่วงชีวิตของเขานั้นก็ได้มีการเผชิญกับโรคเจ็บป่วยเพราะระหว่างการเดินทางนั่นเองเขาได้ประสบกับอาการป่วยอย่างหนักและทำให้เขาต้องหยุดเดินทางเพื่อรักษาตัว

และอาศัยอยู่ที่ซานตามาเรีย เป็นระยะเวลานานถึง6เดือนเลยทีเดียว และหลังจากที่เขานั้นมีการพักรักษาตัวเขาก็ได้มีการสร้างสรรค์ผลงานและทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นกับผลงานภาพเหมือนอย่าง Sick Bacchus ซึ่งเป็นภาพวาดที่เหมือนกับตัวของเขานั้นเอง

โดยภาพวาดนั้นที่เขาได้มีการสร้างสรรค์โดยการวาดและสีผิวที่เขาได้วาดนั้นจะเป็นสีผิวที่แทบจะออกเป็นสีเหลืองและจากสีผิวนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอาการป่วยของโรคที่เขานั้นเป็นอยู่นั่นก็คือโรคดิซาน ที่ทำให้เขานั้นทรมานและต้องหยุดพักเพื่อรักษาตัวนั่นเอง

โดย Bacchus นั้นเป็นชื่อของสิ่งที่เป็นตำนานของชาวโรมัน โดย Bacchus นั้นได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งไวน์ส่วนอาการเจ็บป่วยที่อาจจะเป็นโรคดิซานนั้นหรือพิษสุราเรื้อรังนั้น Caravaggio เลยได้มีการใช้ตัวเองนั้นเป็นแบบอาการป่วยและสภาพร่างกายที่เขานั้นกำลังเผชิญอยู่แบบนี้นี่แหละที่เหมาะสมและให้ความสมจริงกับการเป็นเทพเจ้าผู้ติดเหล้าจนมีอาการดังกล่าวเช่นเขาเหล่านี้ และก็ถือว่าการสร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมานั้นแสดงและสื่อถึงความภักดีอีกรูปแบบหนึ่งที่ศิลปินสักคนจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวกับเทพเจ้าที่เขานั้นได้เคารพนับถือได้ออกมาอย่างสวยงาม

ไม่มีสิ่งที่บอกชัดเจนว่า Caravaggio นั้นสามารถวาดภาพนี้ออกมาในขณะที่เขากำลังป่วยจนเสร็จออกมาสวยงามและสมบูรณ์ได้อย่างไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมาก เพราะในขณะที่เขานั้นป่วยเขาก็ยังคงรักและมีความคิดที่จะสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมาให้ผู้คนได้ชมอย่างดีที่สุดด้วย อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า Caravaggio จะได้ลาลับจากโรคไปแล้วแต่สิ่งที่ยังหลงเหลือและเป็นสิ่งที่เขานั้นได้ถ่ายทอดเอาไว้ก็คือผลงานอันสวยงามและแผงไปด้ยความหมายที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู

และไม่เพียงผลงานที่ได้รับความนิยมและโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Sick Bacchus เพียงเท่านั้น เขายังได้สร้างผลงานที่น่าสนใจและก็เป็นผลงานที่ถือว่าได้รับความนิยมมากเช่นกันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยสีน้ำมันบนผ้าใบที่มีความสวยงามและเป็นสิ่งที่ถือว่าแปลกใหม่อย่างมาก ทำให้ Caravaggio นั้นยังคงเป็นชื่อมีการกล่าวขานอยู่เสมอในแวดวงศิลปะและยงควมีการจัดนิทรรศการเพื่อระลึกถึง Caravaggio อยู่เสมอด้วย

 

สนับสนุนโดย    aesexy

การถ่ายทอดความจริงผ่านศิลปะ2

ศิลปะเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินศิลปะนั้นมีกลาหลายประเภทและศิลปะที่ได้รับความนิยมประเภทหนึ่งก็คือศิลปะที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวจากความเป็นจริงหรือสิ่งที่ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานได้เคยพบหรือเห็นสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาแล้วและมีการนำมาถ่ายทอดผ่านมุมมองของศิลปินคนนั้นๆ

ศิลปะประเภทนี้ถือว่าเป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะเป็นการสร้างสรรค์ที่เป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวว่าเหตุการณ์เหล่านี้นั้นเคยเกิดขึ้นและเกิดในลักษณะอย่างที่ศิลปินได้มีการวร้างสรรค์ขึ้นมา แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีการบิดเบือนความจริงไปบ้างเพื่อเป็นสิ่งที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับผลงานและเป็นสิ่งที่เป็นความคิดและจินตนาการของศิลปินน้นเองด้วย แต่อย่างไรก็ตามผลงานที่มีการถ่ายทอดจาดความจริงนั้น

ก็ยังคงเป้นสิ่งที่มีการถ่ายทอดออกมาในบรรทัดฐานที่เป็นความจริงหรือเรื่องราวที่เป็นความจริงนั่นเอง

ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานประเภทนี้นั้นก็มีอยู่ไมน้อยในโลก เพราะเป็นผลงานที่สามารถสร้างสรรค์ให้มีความสวยงามได้และยังเป็นสิ่งที่ใช้เล่าเรื่องราวในอดีตสู่อนาคตได้ด้วยนั่นเอง Daumier เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีผลงานที่น่าสนใขโดยเขานั้นจะเน้นผลงานการถ่ายทอดไปในทางการสะท้อนความจรองจากสังคมไม่ว่าจะเป็นการกดขี่ข่มเหงจากคนในสัมคมกลุ่มหนึ่งและอีกกลุ่มหนึ่ง

ผลงานจะมีการสร้างสรรคืในลักษณะที่มีความหยายและมีความเป็นจริงในเรื่องราวที่ได้ถ่ายทอดมากที่สุดและเป็นผลงานที่ไม่ได้มีการเน้นรายละเอียดในความสวยงามมากเท่า เป็นการวาดภาพเพื่อสื่อสารและให้โลกได้รับรู้ว่าครั้งหนึ่งเหตุการรืที่เขาได้วาดนั้นเคยเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำให้คนรุ่นหลังสมารถมองภาพออกอย่างง่ายว่าในขณะนั้นเคยเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง

เพราะภาพวาดที่เขานั้นมีการสร้างสรรค์เป็นภาพวาดที่มองง่ายไม่ได้มีความซับซ้อนในการสร้างสรรคืมากนัก ภาพวาดของเขาที่ได้รับความนิยมและเป็นภาพวาดที่มีการเล่าเรื่องราวก็ได้แก่ Freedom Of The Press เป็นภาพที่แสดงถึงเสรีภาพของหน่วยงานหนึ่งที่มีการออกมาต่อสู่และเรียกร้องเสรีภาพให้กับตนเอง

โดยภาพวาดนั้นก็จะมีการวาดในลักษระเป็นคนหลายๆคนที่อยู่ในภาพ และมีการวางองค์ประกอบภาพได้อย่างสมดุลทำให้มองภาพแล้วสามารถเข้าใจและเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในขณะนั้น The Third Class เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชนชั้นในโบกี้รถไฟขบวนหนึ่ง มรการเล่าเรื่องราวผ่านสิ่งที่เคยเห็นและเป็นการจินตนาการและความคิดของความยากจนที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง

โดยในภาพนั้นมีการวาดภาพออกมาอย่างสวยงามและมีความสมจริงในการวาดมากขึ้นถือว่าเป็นผลงานที่ไม่ได้มีความหยาบหรือดิบมาก แต่จะสะท้อนชีวิตที่ยากจนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลงานศิลปะที่น่าในอีกหนึ่งชิ้น เพราะเป็นผลงานที่ทำให้เรานั้นสามารถที่จะดูและเรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้นได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  alpha88 เครดิตฟรี

หินประหลาดที่นักสำรวจพบเจอใต้ทะเลสาบ

หินประหลาดที่นักสำรวจพบเจอใต้ทะเลสาบตอนเหนือของทะเลบอลติก

ทะเลสาบไบคาล

ในปี2009บักบินอวกาศ ที่โดยสารอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติที่ได้พบหลุดประหลาดหลุมบนพื้นน้ำแข็งในทะเลสาบไบคาล ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้ได้ถูกจัดว่าเป็นทะเลสาบที่ลึกเก่าแก่ และยังได้เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไซบีเรีย ซึ่งที่มาของหลุมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง2.75ไมล์และมีความลึก1,642ยังไม่มีใครทราบได้แต่ทางนักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าหลุมดังกล่าวมันน่าจะเกิดจากน้ำอุ่นที่มันได้ลอยขึ้นมาจากใต้ทะเลสาบ นอกจากนี้ก็ยังได้มีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ หนึ่งในนั้นคือในปี1977ที่เรือสำรวจใต้น้ำ เพย์ซิล มีการรายงานว่าจู่ๆพลังงานของเครื่องยนต์ก็ดับลงและขณะนั้นเองก็เกิดมีแสงปริศนาที่ไม่ทราบถึงที่มาที่มันได้ส่องเข้ามายัง เพย์ซิล ในขณะอยู่ที่ความลึก1,200เมตร

โอเซียนเอ็กซ์

ในปี2011 ทีมนักดำน้ำชาวสวีเดนที่รู้จักกันในชื่อ “โอเชียนเอ็กซ์” ก็ได้ค้นพบหินประหลาดในทางตอนเหนือของทะเลบอลติกและนี่มันก็ได้เป็นภาพที่สามารถบันทึกเอาไว้ได้ด้วยโซน่าได้เผยให้เห็นถึงบางสิ่งที่มีลักษณะเป็นวงกลมที่ได้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ60เมตรและมันได้มีความสูงประมาณ8เมตรอีกทั้งมันยังได้มีบางสิ่งที่คล้ายกับบันไดที่มัยสามารถนำไปสู่หลุมที่มีความลึกกว่า90เมตรใต้พื้นมหาสมุทรทั้งนี้ยังได้มีการตั้งข้อสันนิษฐานอีกว่าสิ่งประหลาดนี้มันอาจจะเป็นซากเรือ หรือ เป็นอุปกรณ์ป้องกันเรือดำน้ำที่หลงเหลือมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่างไรก็ตามจากการเก็บตัวอย่างของวัตถุปริศนาเพื่อมาตรวจสอบพบวว่ามันได้มีส่วนผสมของแร่เหล็กเกอไทท์และแร่เหล็กไลโมไนท์ ซึ่งทั้งสองต่างเป็นเหล็กที่ทางนักธรณีวิทยากล่าวว่า “เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ” 

ทะเลสาบวอสต็อก

ในปี2001นักวิทยาศาสตร์ของนาซาสามารถตรวจจับความผิดปกติของสนามแม่เหล็กได้จากทะเลสาบวอสต็อก ที่มีอายุกว่า35ล้านปีทะเลสาบแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของขั้วโลกใต้ประมาณ1,300กิโลเมตร ซึ่งมันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่หนาถึง4กิโลเมตรนักธรณีวิทยาเชื่อว่า สิ่งผิดปกตินี้มันได้เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่า พื้นที่บริเวณนั้นมันก็อาจจะเป็นพื้นที่ของเปลือกโลกได้บางลงหลังจากนั้นต่อมาก็ได้มีแผนการที่จะลงทำการเจาะหลุมลึงลงไปใต้ทะเลสาบเพื่อที่จะหวังว่าจะเก็บเอาตัวอย่างแต่มันได้กลับมีเหตุที่จะต้องหยุดกลางครันเพราะเนื่องจากได้เกิดความลังเลที่มันอาจจะเป็นการทำลายแหล่งของสภาพแวดล้อมของทะเลสาบที่เก่าแก่แห่งนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียก็ได้ค้นพบตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตใหม่ที่มันได้อาศัยอยู่ในทะเลสาบดังกล่าวนี้ได้

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน เกม

เกล็ดความรู้เรื่องงานศิลปะ

วันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะบ้างดีกว่า ประวัติศาสตร์ศิลปะแบ่งเล่าได้หลายๆแบบซึ่งเราจะมาแบ่งเล่าประวัติศาสตร์ศิลปะตามMovememtหรือกลุ่มงานที่สร้างขึ้นในระยะเดียวกันมีแก่นเดียวกัน

และยังมีกลุ่มศิลปินที่โด่งดังของตัวเองคำจำกัดความสำหรับงานศิลปปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ เริ่มจากคำแปลของภาษาไทยก่อนซึ่งก็น่าสนใจดีlmpressionism แปลว่า ลัทธิประทับใจมันอาจจะฟังดูแล้วมันตลกๆแต่มันก็ชัดเจนดีเพราะว่า lmpressionismมันได้เป็นงานที่ทางผู้สืบทอดเลือกนำความรู้สึกแบบน่าประทับใจในช่วงเสี้ยวเวลาใดเวลานึงที่จะนำเอามาสืบทอดออกมาให้มันได้เป็นผลงาน เนื่องจากได้มีการเกิดขึ้นของlmpressionism มันได้เกิดขึ้นมาที่ประเทศฝรั่งเศส

ในช่วงศตวรรษที่19เมื่อประมาณ1860-1920จากนั้นในกลุ่มด้านศิลปินที่ได้ถูกจัดว่ามันได้เป็นกลุ่มของlmpressionistมันก็ยังได้สร้างอิทธิพลมานานอย่างต่อเนื่องจนถึงปันจจุบันนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่บางคนยกให้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคโมเดิร์นที่มันได้เปลี่ยนวิธีการให้คุณค่าต่องานศิลปะและได้เปลี่ยนวิธีในการทำงานของศิลปินไป

โดยอย่างสิ้นเชิงเลยทั้งนี้เลยถามว่าการถ่ายทอดของความรู้สึกที่มันน่าประทับใจออกมาให้เป็นงานแล้วมันพิเศษตรงไหนคืองานอื่นมันก็จะอธิบายความรู้สึกประทับใจเหมือนกันหรือเปล่ามันไม่ใช่แบบนั้นหรือ และด้านอิมเพรสชั่นนิสม์มันก็อาจจะดูเผินๆมันก็อาจจะเหมืองการวาดรูปสีน้ำมันให้มันเบลอๆเข้าไว้เท่านั้นเอง

นี่และใน คำตอบและคำถามมันก็คือมันก็ต้องเป็นว่า คุณค่าที่เรานั้นให้กับงานศิลปะในยุคหนึ่งมันก็ไม่ได้ให้คุณค่ากับความประทับใจของคนวาดมากนักและในคุณค่าของด้านงานศิลปะที่จะต้องเป็นอะไรที่มันจะต้องดูแบบยิ่งใหญ่ไปกว่านี้จากนั้นมันได้เข้ามาถึงในช่วงศตวรรษที่19และในยุคช่วงในก่อนน่านั้นเมื่อศตรรษที่18ในสมัยของยุคโรปบอกจะเรียกได้ว่ามันเป็นยุคที่จะทำให้ผู้คนได้ตื่นตัวกับความรู็ของปัญญา

หรือเราจะเรียกได้ว่ามันเป็นยุคEnlightenmentมันได้มีความคิดที่จะเชื่อในด้านของสติและปัญญาของคนมากกว่าที่จะให้ทุกอย่างนั้นมันได้เป็นไปดังคำอธิบายของศาสนา เนื่องจากในสมัยก่อนแค่ได้บอกว่าโลกมันกลมมันก็มีสิทธิที่จะถูกจับไปประหารได้แล้วเพราะว่ามันอาจจะเข้าไปทำให้มีความขัดเกี่ยวกับในเรื่องของศาสนาอะไรประมาณนี้และในส่วนศิลปะในยุคศตวรรษที่18มันจะเรีกว่าเป็นยุคโรแมนติกด้านงานศิลปะนั้นมันจะได้ถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึกของเหล่าศิลปินแต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกที่มันธรรมดา

 

สนับสนุนโดย  bk8