หมวดหมู่: ตำนาน

เรื่องราวของเทพารักษ์กับชายหนุ่มตัดต้นไม้ 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นณหมู่บ้านแห่งหนึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นณหมู่บ้านแห่งหนึ่งโดยมีชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาทำอาชีพกับต้นไม้ทุกวันใครจะเข้าไปที่ป่าริมลำธารแห่งหนึ่งเพื่อที่จะได้ตัดต้นไม้ ตอนนี้อยู่วันหนึ่งพี่เริ่มโชคร้ายก็เกิดขึ้นกับเขาเพราะว่าเขานั้นได้เสริมทำขวานตกลงไปในแม่น้ำ

ซึ่งเขานั้นเป็นคนจนไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถซื้อกว่าทำไมทำให้เขาร้องไห้เสียใจเป็นอย่างมากเพราะเขาไม่มีเงินมาซื้อขวัญใหม่และเมื่อเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่มีอาชีพที่จะทำมาหากินอีกต่อไปแล้วแต่อยู่อยู่เขาก็ต้องหยุดร้องไห้เพราะดีมีแสงสว่างจ้ามากเกิดขึ้นทำให้เขาแสบตาเป็นอย่างมากเมื่อเปิดตาขึ้นมาอีกครั้งเขาก็พบกับเทพารักษ์หนุ่มคนหนึ่ง

โดยเทพารักษ์คนนั้นบอกว่าเจ้าร้องไห้เพราะเรื่องอะไรให้หนุ่มบอกว่าเขานั้นได้

เผลอทำขวัญไม้ของตัวเองตกลงไปในแม่น้ำและตอนนี้เขาก็ไม่มีขวานที่จะมาตัดต้นไม้อีกแล้วเทพารักษ์สงสารจึงบอกว่าถ้าจะช่วยเจ้าโดยการงมหาขวานของเจ้าเองสัก เผลอทำขวัญไม้ของตัวเองตกลงไปในแม่น้ำและตอนนี้เขาก็ไม่มีขวานที่จะมาตัดต้นไม้อีกแล้วเทพารักษ์สงสาร

จึงบอกว่าถ้าจะช่วยเจ้าโดยการงมหาขวานของเจ้าเองสักพักเทพารักษ์ก็หายตัวไป 5 นาทีต่อมาเทพารักษ์ก็กลับขึ้นมาพร้อมกับขวานทองที่อยู่ในมือเทพารักษ์ถามชายหนุ่มว่า นี้ใช่ขวานของเจ้าหรือไม่ชายหนุ่มรีบตอบทันทีว่านี้ไม่ใช่ขวานของข้าเมื่อได้ยินอย่างนั้นเทพารักษ์ก็ได้ลงไปใต้แม่น้ำอีกครั้งไม่นานนัก เทพารักษ์ก็ขึ้นมาจากแม่น้ำอีกครั้ง ขวานเงินที่อยู่ในมือ หลังจากนั้นเขาก็ได้ตอบทันทีว่านี่ก็ไม่ใช่ขวานของข้าเช่นเดียวกัน

หลังจากนั้นเทพารักษ์ ก็ได้หายตัวไปในน้ำอีกครั้งแต่คราวนี้ขวัญที่ได้มานั่นก็คือขวัญไม้ซึ่งเป็นขวานของชายตัดต้นไม้เมื่อใช้ตัดต้นไม้เห็นดีใจและขอบคุณเทพารักษ์เป็นอย่างมากพร้อมกับบอกว่าสักวันหนึ่งจะตอบแทนหลังจากนั้นเขาก็กำลังจะลุกเดินจากไปอยู่ๆเทพารักษ์ก็เรียกชายหนุ่มคนนั้นพร้อมกับเศษขวานทองและขวามีเงินในมือออกมาและมอบให้กับชายตัดต้นไม้

เขาบอกว่าใช้กับต้นไม้นั้นเป็นคนดีใช้กับต้นไม้จะได้ขวัญไปเมื่อเอาไปขายก็ได้เงินเป็นจำนวนมากจนได้กลายเป็นเศรษฐีไม่นานนัดชาวบ้านก็ได้รู้ว่าเศรษฐีชายกับต้นไม้นั้นได้เงินมาได้อย่างไรทำให้มีเพื่อนบ้านที่อิจฉาคนหนึ่งได้ไป น้ำตาลนั่นก็คือการขว้างขวานของตัวเองซึ่งเป็นควันไม้ลงไปในแม่น้ำอีกครั้งเทพารักษ์ก็ปรากฏ

ตัวมาเช่นกันและเมื่อเทพารักษ์กับขวานทองมาให้ชายหนุ่มคนนั้นก็บอกว่าใช่บอกว่าขวานทองนั้นคือของตัวเองและยังบอกอีกว่าขวานเงินนั้นก็เป็นของตัวเองแต่ขวัญที่เป็นไม้ของตัวเองนั้นไม่ใช่ของตัวเองจริงๆแล้วเทพารักษ์นั้นรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้โกหกเทพารักษ์จึงลงโทษหายตัวไปไม่ให้ทั้งขวัญไม้ของชายหนุ่มคนนี้คืนรวมถึงเขาก็ไม่ได้ขวานทองเหลืองความเงินด้วยเช่นเดียวกันนิทานเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สอนว่าโลภมากลาภหาย

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานมนุษย์หมาป่ามีอยู่จริงๆบนโลกหรือเปล่า?

ถ้าพูดถึงเรื่องตำนานมนุษย์หมาป่าเราเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินแล้วก็น่าจะได้เห็นกันมาแล้วเพราะตำนานนี้มันค่อนข้างที่จะเป็นตำนานที่โด่งดังมากที่สุดในลำดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ โดยลักษณะทั่วไปของมนุษย์หมาป่าก็จะเป็นลักษณะที่ว่าเป็นมนุษย์ ที่เปลี่ยนกายเป็นหมาป่าและมีการยืนหรือลักษณะท่าทางในการเดินเหมือนคนทั่วไปก็คือเดินสองขาแล้วก็จะเปลี่ยนกายในคือที่พระจันทร์เต็มดวงและจะต้องมองไปที่พระจันทร์เท่านั้น

ถึงจะเปลี่ยนกายได้ ซึ่งมนุษย์หมาป่านั้นตามประวัติเขาได้ถูกจัดให้อยู่หมวดหมู่เดียวกันกับพวกผีแวมไพร์ด้วย โดยสาเหตุที่คนเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์หมาป่าได้นั้นตามตำนานได้บอกเอาไว้ว่าเพราะโดนคำสาปจากการที่ชอบล่าสัตว์ป่าจึงถูกให้กลายเป็นมนุษย์หมาป่าโดนหลีกเลี่ยงไม่ได้และวิธีเดียวที่สามารถหยุดมนุษย์หมาป่าได้ก็คือจะต้องจับตายเพียงเท่านั้น ซึ่งวิธีสังหารมนุษย์หมาป่าแต่ละตำนานมันก็จะมีวิธีที่แตกต่างกันออกไปอย่าที่เราได้บอกกันไปก่อนน่านี้ว่า

ตำนานมนุษย์หมาป่ามันมีอยู่หลายที่และมันได้มีอยู่หลายตำนานมากแต่วิธีสังหารมนุษย์หมาป่าที่โด่งดังที่สุดจะมีอยู่สองวิธีด้วยกันคือ หนึ่งจะต้องยิงกระสุนให้เจาะที่หัวใจของมนุษย์หมาป่าเท่านั้นและกระสุนนั้นมันก็จะต้องเป็นกระสุนที่ต้องทำมาจากโลหะเงินด้วยเพราะถ้าเป้นกระสุนแบบอื่นจะไม่สามารถสังหารมนุษย์หมาป่าได้นั่นเอง

หรือ อีกวิธีหนึ่งที่โด่งดังเช่นกันก็คือจะต้องใช้ดาบที่ลงคาถาอาคมไว้แทงทะลุไปที่หัวใจเท่านั้นถึงจะหยุดมนุษย์หมาป่าได้นั่นเอง ซึ่งตรงนี้มันเป็นตำนานมนุษย์หมาป่าและการสังหารมนุษย์หมาป่าที่เราจะได้ยินกันบ่อยมากแต่ถามว่าในโลกเรามันมีเพียงตำนานที่เป็นครึ่งคนครึ่งหมาป่าหรือแค่มนุษย์หมาป่าอย่างเดียวหรือเปล่าถามตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาต้องขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่

แต่ละภูมิภาคแต่ละทวีปก็จะมีตำนานในละที่ที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่นในแทบอเมริกาใต้มันก็จะมีตำนานมนุษย์งูหรือสิ่งมีชีวิตที่แท่นบนเป็นคนแท่นล่างเป็นงูในแทบแอฟริกาก็มีตำนานมนุษย์เสือดาวมนุษย์ช้างและมนุษย์เสือดำหรือแม้แต่ในแทบประเทศเราก็ยังมีตำนานครึ่งคนครึ่งสิงโตที่เราเรียกในนามว่า นรสิงห์

ก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งตำนานตรงนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นตำนานที่เป็นเฉพาะความเชื่อที่เชื่อมโยงของเรื่องศาสนาของแต่ละพื้นที่แต่ในเรื่องของมนุษย์หมาป่าคนส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามันน่าจะมีอยู่จริงๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ตำนานทางช้างเผือก 

มีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขานั้นได้ทำการเลี้ยงวัวตัวนึงเลี้ยงมา 10 ปีแล้วด้วยวัวตัวนี้เป็นตัวพิเศษ มันจะสามารถสื่อสารกับเขาได้ในภาษามนุษย์ทุกๆวันมันจะช่วยเหลือเขาโดยการใช้คำพูดสอนว่าต้องทำอะไรบ้างถ้าต้องการจะเจรจาอะไรบางอย่างมีอยู่วันหนึ่งเขากำลังเดินไปที่ริมแม่น้ำ

ซึ่งตรงนั้นมีป่าบังอยู่พรุ่งนี้เขากำลังจะเดินไปเข้าพบกับฟ้าผ่าดังเปรี้ยงหลังจากนั้นก็มีช่องโหว่ในอากาศนางฟ้าทั้ง 7 องค์บินลงมาลงไปในแม่น้ำพร้อมกับเล่นน้ำด้วยกัน หลังจากนั้นชายหนุ่มเลี้ยงวัวก็ตกหลุมรักนางฟ้าคนที่ 7 ซึ่งเป็นคนสุดท้องเธอมีหน้าตาที่สวยมากหลังจากนั้นเมื่อเจ้าวัวเห็นอาการของเจ้านายว่ากำลังตกหลุมรักเธออยู่เจ้าวัวเลยบอกว่าให้เขานั้นได้ทำการแอบเข้าไปตรงแม่น้ำในเสื้อผ้าของนางฟ้าทั้งหมด

มาซึ่งหลังจากนั้นชายหนุ่มคนนั้นก็ทำตาม ซึ่งเหล่านางฟ้าเล่นน้ำกันเสร็จแล้วหาเสื้อผ้าไม่เจอก็พบว่าชายหนุ่มคนนั้นได้เอาไปพี่สาวทั้ง 6 คนจึงสั่งให้น้องคนสุดท้องที่เป็นน้องคนที่เจ็บที่ชายหนุ่มเลี้ยงวัวชอบไปขอเอาเสื้อผ้าคืนซึ่งหลังจากนั้นเธอก็ได้มาคุยกับชายหนุ่มเลี้ยงวัวชายหนุ่มเลี้ยงวัวบอกว่าจะคืนเสื้อผ้าให้ก็ต่อเมื่อแต่งงานกับเขาเท่านั้น

ซึ่งเธอก็ตอบตกลงหลังจากนั้นนำเสื้อผ้าไปคืนพี่ๆก็กลับสวรรค์ไปแล้วเธอก็แต่งงานอยู่กับเขาผ่านไป 1 ปีพวกเขาก็มีลูก 2 คน ซึ่งเป็นลูกแฝดแต่ไม่นานมารดาของนางฟ้าทั้ง 7 ก็รู้ว่าลูกสาวคนสุดท้องไปแต่งงานกับมนุษย์เธอโกรธมากและสั่งให้ลูกสาวกับขึ้นมาบนสวรรค์เมื่อชายหนุ่มคนนั้นเห็นว่าเธอกลับสวรรค์ไปแล้วเขาเสียใจมาก

ก็เดินเข้ามาหาเขาแล้วบอกให้เขาฆ่ามันแล้วนำหนังของมันออกมาคลุมร่างกายกับลูกชายของตัวเองขึ้นไปบนสวรรค์และเมื่อทำอย่างนั้นก็จะได้เจอภรรยาของเขาชายหนุ่มคนนั้นก็คือการฆ่าวัว พร้อมจะทำตามวิธีที่มันบอกเมื่อขึ้นไปถึงสวรรค์มารดาของนางฟ้าทั้ง 7 โกรธมากเธอจึงได้ถอดปิ่นออกมาพร้อมกับนำแผนที่ดวงดาวมาแล้ว

ว่าเป็นแม่น้ำบนสวรรค์ซึ่งก็คือทางช้างเผือกนั่นเองให้ทั้งสองคนนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันได้ในทุกๆปีเพียงแค่ปีละครั้งใน 1 คืนทั้งสองคนจะมีบุญวาสนาคือเหล่านกกระเรียนจะมาบินไว้เป็นสะพานเพื่อให้ทั้งชายหนุ่มและนางฟ้ารวมถึงลูกๆได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง และนี้ก็คือตำนานทางช้างเผือกค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame1688

คำทำนายของผู้เฒ่าปู่อินทร์6แผ่นดิน

เปิดคำทำนายสุดสะพรึงกลัว ปู่อินทร์ตาทิพย์ เตือนคนไทย จะต้องรับภัยใหญ่ที่จะเกิดขึ้นมาจากกรรมของมนุษย์หลายเมืองจะต้องจมอยู่ใต้บาดาล ต้องบอกก่อนเลยว่า ปู่อินทร์ตาทิพย์แห่งเขาตําแย อ ปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาท่านได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันที่12เมษายน2561ท่านเป็นพ่อเฒ่า6แผ่นดินซึ่งแก่ได้เกิดในสมัยรัฐกาลที่5อายุประมาณ119ปี

เมื่อครั้งที่ปู่อินทร์ยังได้มีชีวิตอยู่ก็ยังได้มีการกล่าวเอาไว้ว่าท่านได้เป็นมนุษย์ที่ได้รับญาณบารมีของท้าวสักกะเทวราชและยังคงดำรงร่างกายเดินเหินและยังใช้ชีวิตได้ตามปกติเมื่อครั้งได้สนทนากับท่านก็จะได้รู็ว่าท่านนั้นได้มีสติสมบูรณ์ไม่ได้หลงหรือลืมเหมือนอย่างคนชราโดยทั่วๆไป

และท่านก็ยังได้บอกอีกว่าท่านนั้นยังตายไม่ได้เพราะบ้านเมืองมีปัญหาและยังต้องรอให้ถึงปี2562ก่อนและเมื่อเหตุการณ์ภัยพิบัตินั้นได้จบลงในปี2562ท่านก็จะให้ท้าวสักกะเทวราชมาปรากฏในปี2563เราก็จะได้พบกับสามร่มโพธิ์ศรีจากนั้นท่านก็จะพิจารณาอีกทีว่าจะอยู่ต่อหรือจะละร่างนี้ ปู่อินทร์ตาทิพย์แห่งเขาตำแยท่านก็ยังได้บอกเกี่ยวกับการเกิดภัยต่างๆในปี2560เอาไว้เพราะเกิดจากปัจจุบันนี้ผู้คนนั้นไม่มีศรีธรรมไม่ระอายแก่บาปเบียดเบียนซึ่งกันและกันและมันก็ไม่ใช่กรรมของใครๆแต่นี่มันคือวัฏจักรขอโลกบ้านเมืองเจริญขึ้น

แต่จิตใจของมนุษย์นั้นได้เจริญลงยิ่งการสมสู่มนุษย์ด้วยกันเดี๋ยวนี้ไม่มีเลือกผัวเลือกเมียหรือลูกหลานนี่แหละกระหรี่ยุคตามคำทำนายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหตุดังกล่าวจะเบาลงหลังสิ้นสุดปี2560ผู้คนที่ได้รอดพ้นจากภัยพิบัติคือผู้ที่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในศรีธรรมกัตญญูต่อบิดามารดาละอายแก่บาปจงเป็นผู้ที่รู้ในกิเลสและผู้ที่ตื่นจากกิเลสสุดท้ายมันก็ได้ไกลจากกิเลสภัยพิบัติจะเกิดเมืองไทยจะมีการแจ้งเตือนล้วงหน้าจาก  ในหลวงรัฐกาลที่9 ของเราหากพูดแบบภาษาธรรมพระทรงท่าน ในหลวงรัฐกาลที่9ได้มีสื่อผู้ดูแลในโลกมนุษย์นี้

จะบอกกล่าวล้วงหน้าให้ผู้คนได้เตรียมตัวหนีจากภัยที่จะเกิดเส้นทางหลบหนีปู่ได้บอกว่าผู้คนจะหนีไปทางถนนมิตรภาพและจะมีรถติดมากผู้คนต่างก็ได้แย้งกันอย่างหน้าดูและท้ายที่สุดหางแถวก็จะหนีไม่รอดนั่นเองใน จังหวัดสระบุรีที่ได้มีองค์พระตั้งสูงตรงนั้นแผ่นดินจะยุบตัวลงเพราะว่าข้างล่างใต้บาดาลมีน้ำวนกว้างมากๆถนนเส้นที่พอจะรอดคือ กระบินบุรี นครราชสีมา นครนายก หรือเส้นทางอื่นๆที่ไม่ใช่มิตรภาพแต่ส่วนมากผู้คนจะเลือกเดินทางเส้นทางมิตรภาพกันจำนวนมากเพราะไปได้ทั้งเหนือและอีสานขอเตือนไม่จำเป็นจะต้องไปทางอีสานแต่เพียงอย่างเดียวภาคเหนือก็ไปได้ส่วนน้ำท่วมนั้นท่วมแน่นอนทุกภาคทุกพื้นที่แล้วแต่จะหนักหรือเบา 

 

สนับสนุนโดย  bk8 โบนัส 100

ความตายที่สุดสยองขวัญ

ความตายที่สุดสยองขวัญของเลดี้ มาร์กาเร็ต โพล แห่งประเทศอังกฤษ

    สำหรับตำนานสยองขวัญของหอคอยอังกฤษนั้นไม่ได้มีแค่เพียง 2- 3 ตำนานเท่านั้นแต่มีมากมายหลายตำนานด้วยกันและที่เป็นที่สยองขวัญและเป็นการตายที่สุดถึงมากที่สุดอีกตำนานหนึ่งนั่นก็คือตำนานของเลดี้ มาร์กาเร็ต โพล  ซึ่งในช่วงของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 การตายของขุนนางหรือเจ้านายชั้นสูงว่าโหดเหี้ยมแล้วการตายของเลดี้ มาร์กาเร็ต โพล

ซึ่งเป็นรุ่นหลังจากที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 สวรรคตไปกับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวมากกว่าโดยพระนางถูกลอบทำร้ายและฆ่าตายโดยเชื่อกันว่าคนที่ฆ่าพระนางนั้นเป็นลูกชายของพระนางเอง

ซึ่งมีการเล่าลือกันว่าเหตุที่ลูกชายของพระนางนั้นต้องก่อกบฏและเห็นภาพพระนางและคนในหอคอยนั่นก็เพราะว่า ลูกชายของพระนางนั้นต้องการที่จะเข้าฝั่งกับประเทศฝรั่งเศสซึ่งในสมัยโบราณนั้นประเทศอังกฤษประเทศฝรั่งเศสไม่ถูกกันอยู่แล้วทำให้หากต้องการที่จะเข้าพวกไปอยู่ฝรั่งเศสลูกชายของพระนางก็จะต้องมีการกบฏและเห็นภาพพระนางก่อนดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการกบฏก็คือพระนางเลดี้ มาร์กาเร็ต โพลได้ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดคอ

แต่เนื่องจากตอนที่เราเพชฌฆาตกำลังตัดคอพระนางนั้นได้ขัดขืนไม่ยอมให้เพชฌฆาตประหารชีวิตพระนางทำให้ระหว่างที่ดาบฟาดลงมานั้นโดนไปที่ไหล่ของพระนางซึ่งทำให้พระนางเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียงร้องโหยหวนของพระนางดังกึกก้องไปทั่วและกว่าที่เพชฌฆาตจะสามารถประหารชีวิตนางได้ก็ต้องฟันแล้วฟันเหล้าไปที่ร่างกายของพระนางรวมทั้งสิ้น 10 กว่าครั้งพระนางถึงสิ้นใจตายซึ่งถือว่าการประหารชีวิตในครั้งนั้นเป็นการประหารชีวิตที่ยาวนานที่สุดและสร้างความทรมานให้กับนักโทษมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเพราะไม่เคยมีใครที่จะถูกฟันครั้งแล้วครั้งเล่าถึง 10 ครั้งด้วยกัน

ก่อนจะสิ้นใจตายและเมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ไปแล้ววิญญาณของพระนางก็ยังคงหลอกหลอนผู้คนที่อยู่ภายในหอคอยแห่งนี้โดยในทุกต้องคืนผู้คนมักจะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนเหมือนเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสและไม่ใช่แค่เสียงร้องโหยหวนของพระนางเลดี้ มาร์กาเร็ต โพลเท่านั้นแต่ยังมีเสียงร้องโหยหวนของเรานักโทษคนอื่นที่ถูกพวกกบฏประหารชีวิต

พวกเขายังคงวนเวียนรอคอยเพื่อที่จะแก้แค้นอยู่ในหอคอยดังกล่าวซึ่งในช่วงค่ำคืนหากใครผ่านไปผ่านมาแถวบริเวณหอคอยแห่งนี้มักจะเห็นชายหญิงเดินเต็มหอคอยไปหมดซึ่งแต่ละคนก็จะสวมชุดเต็มไหมโบราณรูปร่างแปลกตาและหากมองดีๆ

บางคนก็จะไม่มีหัวหรือบางคนก็แขนผ่าซึ่งสร้างความสยดสยองให้กับประชาชนที่อยู่บริเวณรอบๆหอคอยเป็นอย่างมากและถึงแม้เรื่องเล่าสยองขวัญของหอคอยแห่งอังกฤษนี้จะยังคงมีอยู่หลายตำนานแต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงเดินทางไปเยี่ยมชมความงดงามของหอคอย

 

สนับสนุนโดย  9luck

ตำนานกุมารทอง

  กุมารทองเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการเชื่อว่ามีกุมารทองอยู่ซึ่งคนเริ่มรู้จักกุมารทองมาจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน   โดยตามตำนานของขุนช้างขุนแผนนั้นต้นกำเนิดของกุมารทองมาจากที่คุณแผนจับได้ว่าเมียของตนเองที่ชื่อว่านางบัวคลี่ซึ่งขณะนั้นกำลังตั้งท้องอยู่ได้มีการคิดจะฆ่าขุนแผนด้วยการวางยาพิษดังนั้นขุนแผนจึงได้ฆ่านางบัวคลี่และผ่าท้องเอาเด็กออกมาจาก ท้องมาทำกุมารทอง ซึ่งในนิยายคุณช้างขุนแผนนี้เองกุมารทองจะกลายเป็นผู้ช่วยที่คอยช่วยเหลือขุนแผนอยู่ตลอดเวลา 

         ตามความเชื่อนั้นเชื่อกันว่ากุมารทองเกิดมาจากวิญญาณของเด็กผู้ชายที่ตายในท้องของมารดาแต่หากวิญญาณนั้นเป็นผู้หญิงจะเรียกอีกชื่อว่าหงส์พรายซึ่งตามความเชื่อนั้นเกิดจากคนที่มีวิชาอาคมแกร่งกล้าไปเอาวิญญาณของเด็กที่ตายในท้องแม่มาเลี้ยงไว้เป็นลูก ซึ่งมีหลักฐานเป็นเอกสารเขียนถึงขั้นตอนการทำกุมารทองเอาไว้ว่า จะต้องมีการไปนำเอาร่างของเด็กที่ตายท้องกลมออกมาจากท้องของแม่เด็ก และทำพิธีกรรม หลังจากนั้นต้องนำร่างของเด็กมาเผาไฟให้ร่างกายของเด็กแห้งสนิท

โดยต้องเผาให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วนำร่างที่เผาแห้งแล้วมาลงรักปิดทองให้ทั่วทั้งตัว ทำให้เรียกชื่อกันว่า กุมารทองแต่ต่อมาประเทศชาติมีการพัฒนามากขึ้นผู้ที่มีอาคมไม่สามารถที่จะนำศพของเด็กทารกมาเผาแล้วปิดทองเป็นกุมารทองได้จึงได้มีการเปลี่ยนวิธีการการสร้างกุมารทองขึ้นมาใหม่โดยการนำดินเจ็ดป่าช้า มาสร้างเป็นรูปกุมารทอง และบริกรรมคาถา สร้างเป็นกุมารทองขึ้นมา 

ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันผู้คนต่างพากันกราบไหว้บูชากุมารทองเพื่อให้ช่วยเหลือเนื่องจากมีความเชื่อกันว่ากุมารทองนั้นมีอิทธิฤทธิ์มากมาย โดยในสมัยโบราณมักจะนิยมพกกุมารทองออกไปช่วยในการทำสงคราม  แต่ในปัจจุบันมีการสร้างกุมารทองเป็นรูปลักษณะเหมือนเด็ก และมีความเชื่อกันว่ามีวิญญาณของเด็กมาสิงสถิตอยู่ในรูปกุมารนั้น หากใครก็ตามที่จะเลี้ยงดูกุมารทองจะต้องมีการเลี้ยงดูเหมือนกับเลี้ยงดูลูกของตนเองต้องหาซื้อเสื้อผ้า 

ซื้อของเล่นรวมทั้งหาข้าวของมาให้กินเป็นประจำทุกวัน สำหรับปัจจุบันนี้คนที่นิยมบูชากุมารทองมักจะมีการนำน้ำแดงมาไหว้ และเวลากินข้าวหรือกินขนมก็ต้องเรียกกุมารทองมากินด้วย

ซึ่งมีการเชื่อกันว่าใครที่เลี้ยงกุมารทองแล้วดูแลกุมารทองเป็นอย่างดีกุมารทองก็จะให้คุณด้วยการช่วยเหลือด้วยการปกป้องอันตรายจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆรวมถึงอาจจะมาให้เลขให้หวยทำให้ที่บ้านมีฐานะดีขึ้น  และของที่จะมาเส้นไหว้กุมารทองนั้นนอกจากน้ำแดงแล้วยังสามารถใช้เป็นน้ำสีต่างๆหรือน้ำผลไม้ก็ได้รวมถึงขนมกุมารทองจะนิยมชอบขนมโบราณแบบกล้วยน้ำว้า 

ตำนานนางเงือกยุโรป  นางเงือกสองหาง เมลูซีน 

ภาพนางเงือกในโซนยุโรปนั้นว่ากันว่ามีการเรียกชื่อนางเงือกนี้ว่าเมลูซีน ซึ่งตำนานของ  เมลูซีน นั้นมีการระบุรูปร่างของเธอเอาไว้ว่าด้านบนของเมโลเดียนจะเหมือนกับหญิงสาวทั่วไปส่วนด้านล่างนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับงู

ซึ่งด้านบนของ  เมลูซีน  นั้นนอกจากผู้หญิงแล้วยังมีปีกเหมือนกับนก มีเรื่องเล่าย้อนไปหลายพันปี ว่ามีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่าalias   อยู่มาวันหนึ่งกษัตรย์alias  ได้เดินทางไปล่าสัตว์ในป่าแล้วเขาก็ไปเจอกับหญิงสาวงามคนหนึ่งอยู่ในป่า กษัตรย์ alias ตกหลุมรักหญิงงามในทันทีโดยที่พระองค์ไม่รู้เลยว่าหญิงงามคนดังกล่าวนั้นคือนางฟ้า กษัตรย์ alias ได้ขอนางฟ้าแต่งงานและชวนไปอยู่ในเมืองด้วยกัน นางฟ้าตอบตกลงโดยเธอมีข้อแม้ว่า

ถ้าเธอมีลูกขณะที่เธอคลอดลูกและตอนที่เธออาบน้ำให้กับลูก กษัตรย์ alias จะต้องไม่เข้าไปดูเด็ดขาด ซึ่ง กษัตรย์ alias ได้ตอบตกลงหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไปอยู่ในเมืองด้วยกันครองเมืองอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนวันนึงนางฟ้าตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมา ซึ่งระหว่างที่มีการคลอดลูกอยู่นั้นกษัตรย์ alias ได้เดินเข้าไปในห้องคลอด

เพราะพระองค์ไม่เห็นว่าจะมีคนใช้คนไหนเข้าไปช่วยพระมเหสีของพระองค์ทำคลอดทำให้พระองค์รู้สึกเป็นห่วงพระมเหสีของตนเองเป็นยิ่งนักแต่เมื่อพระองค์เปิดประตูเข้าไปข้างในห้องที่กำลังมีการคลอดลูกนั้นพระองค์ก็พบว่าพระมเหสีของพระองค์นั้นไม่ใช่มนุษย์และเมื่อพระมเหสีเห็นว่า กษัตรย์ aliasผิดคำพูดที่เคยให้ไว้นางฟ้าจึงได้อุ้มทารกทั้งสามคนนี้หายไปบนอากาศ และไปซ่อนตัวที่เกาะอวารอน หลังจากนั้นก็อยู่ที่เกาะเหล่านั้นเรื่อยมา

ซึ่งเด็กแฝดทั้ง 3 คนนั้นโตมาก็กลายเป็นสาวสวยโดยพี่สาวคนโตชื่อว่า  เมลูซีน ซึ่งเธอรู้สึกไม่พอใจที่พวกเธอทั้งสามคนต้องมาอยู่เกาะเมลูซีนจึง ได้ชวนน้องทั้งสองคนของเธอไปทำการแก้แค้นพ่อ ด้วยการจับพ่อมาขังเอาไว้ เมื่อแม่ของของทั้งเมลูซีนรู้เรื่องจึงได้มาช่วยปล่อย    กษัตรย์ alias และนางยังได้ทำโทษเมลูซีนด้วยการสาป

คำสาปนั้นคือในทุกวันเสาร์นางในร่างกายท่อนล่างจะต้องกลายเป็นหาง   เมลูซีน เสียใจมากจึงได้หนีออกจากเกาะ และไปอยู่คนเดียวตามลำพัง โดยทุกวันเสาร์ร่างกายท่อนร่างจะมีหาง นางต้องอยู่ภายในน้ำ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ เลมูซีนกำลังนั่งร้องเพลงอยู่ในป่ามีอัศวินหนุ่มเดินทางมาพบและขอนางแต่งงาน

โดยนางบอกกับอัศวินหนุ่มว่าทุกวันเสาร์อัศวินหนุ่มจะต้องปล่อยให้ตัวเองอยู่ลำพังไม่ให้ใครมารบกวน ซึ่งอัศวินหนุ่มตอบตกลง และทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันเรื่อยมาจนมีลูกด้วยกัน 3 คน จนอยู่มาวันหนึ่งอัศวินหนุ่มได้มาแอบดูจึงทำให้รู้ว่า เมลูซีนไม่ใช่คนแต่มีท่อนร่างเหมือนงูเพราะขาทั้งสองข้างเหมือนหางงู เมื่อคืนรู้ความจริงจึงได้แปลงร่างกายเป็นมังกรและหนีไป 

 

ขอขอบคุณ  bk8  ที่สนับสนุนมาโดยตลอด