สงครามโลกครั้งที่2เกิดขึ้นได้อย่างไร

สงครามโลกครั้งที่2เกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้าพูดถึงสงครามโลกหลายคนก็จะตั้งคำถามว่า สงครามโลกครั้งที่2นั้นได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่แล้วมันได้จบลงเมื่อไหร่เราบอกเลยว่ามันตอบได้ค่อนข้างที่จะยากเพราะในปัจจุบันนี้นักประวัติศาสตร์ต่างๆก็ยังได้เถียงกันอยู่เลยว่าเราจะนับตรงจุดไหนเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สองดีอยากให้เราลองนึกสภาพในสมัยนั้นกันดูว่ามันไม่ได้มีใครสักคนหนึ่งที่จะลุกขึ้นมาแล้ว

ก็บอกเราว่า ตอนนี้ทุกประเทศได้เกียรติกันดังนั้นฉันขอประกาสให้เริ่มสงครามโลกครั้งที่สองได้เลยทุกประเทศเชิญรบกันได้เลย ดังนั้นเรามาดูเหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกันเลยดีกว่าว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วมันก็ค่อยๆพัฒนากลายมาเป็นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไง อย่างแรกเลยก็คือ สนธิสัญญาสันติภาพ โดยสนธิสัญญาที่ชื่อว่าTreaty of Versailles

และก็เป็นสนธิสัญญาบังคับให้ประเทศผู้ที่แพ้สงครามจะต้องเซ็นแล้วก็จะต้องปฏิบัติตามไม่ว่าจะเป็นการลดทหารลงเหลือเท่านั้นเท่านี้ห้ามมีกองทัพนั้นกองทัพนี้จะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามรวมไปถึงด้านการปฏิบัติตัวหรืออะไรต่างคือ สนธิสัญญา อะไรพวกนี้พยายามที่จะบังคับให้ประเทศที่เขาอ้างว่าเป็นผู้ที่เริ่มสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ไม่มีกำลังใดๆเพื่อที่จะก่อสงครามอีกต่อไปนอกจากนี้มันก็ยังได้เป็นสนธิสัญญาที่ได้ให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ชนะสงครามประเทศต่างรู้สึกยังไงบ้าง ประเทศแรกแน่นอนว่าเยอรมันไม่ชอบอย่างแน่นอนทำไมจะต้องไปกดเยอมันอะไรขนาดนี้เราทำผิดก็จริงแต่ว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไรขนาดนั้นแล้วก็จะต้องมากดดันเราอะไรต่างๆนานานึกสภาพแบบหมาจนตรอกโดนกดไปจนถึงขีดสุด

แล้วคดว่าอยากจะสู้กลับฝั่งประเทศอิตาลีเป็นผู้ชนะในสงครามในสงครามโลกที่แล้วกะว่าเขาจะกลับมายิ่งใหญ่ในจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่อีกรอบหนึ่งแต่ปรากฎว่าสนธิสัญญาในฉบับนี้ไม่ได้ให้อะไรกับอิตาลีอะไรมากมายเลยและทาง อิตาลีก็ได้คาดหวังดินแดนมากมายกลับมาแต่ก็ได้กลับมาแค่นึดหน่อยดังนั้นอิตาลีก็ไม่พอใจ

ส่วนทางด้านฝั่งสหรัฐอเมริกาก็ไม่ค่อยจะยอมรับสนธิสัญญาในฉบับนี้เพราะว่าได้ทำตัวเป็นพระเอกเขาได้บอกว่าอะไรสนธิสัญญานี้มันไม่ยุติธรรมเลยเราไม่โอเคเราไม่ยอมรับแต่ก็ยังได้มีอยู่สองประเทศเท่านั้นที่ได้มีความพอใจกับหนังสือสนธิสัญญาในฉบับนี้มากๆเลยก็คือ อังกฤษกับฝรั่งเศสนั้นเอง เนื่องด้วยหนังสือสนธิสัญญาสนติภาพอะไรต่างๆ

จึงทำให้เกิดการก่อตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาที่เรียกว่า Leaguue of Nationsคล้ายๆกับยูเอ็นเหมือนกับสหประชาชาติในตอนนี้นั้นเองดังนั้นเมื่อเยอรมันแพ้สงครามฝรั่งเศสก็เลยถือโอกาศเอาสนธิสัญญาแวร์ซาย สนธิสัญญาสันติภาพต่างเอามาบังคับแล้วก็กดดันเยอรมันแบบสุดขีดรีดทุกอย่างจากเยอรมันซึ่งมันก็ได้มีความคัดแย้งกันแบบเล็กๆน้อยๆกันแล้ว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน true wallet

ประวัติการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า

             หากพูดถึงสะพานพระพุทธยอดฟ้าแล้วหลายคนอาจจะไม่รู้จักแต่ถ้าเรียกว่าสะพานพุทธแล้วแน่นอนว่าทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีกว่าที่สะพานแห่งนี้นั้นเป็นจุดที่บริเวณใต้สะพานจะมีตลาดขายของซึ่งเป็นตลาดกลางคืน ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนในกรุงเทพฯนั้นนิยมพากันมาเดินเที่ยวจับจ่ายซื้อของกันในยามค่ำคืนเป็นอย่างมากสำหรับสะพานพระพุทธยอดฟ้านี้เป็นสะพานที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหวังจะมีการเชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งก็คือฝั่งในเขตกรุงเทพฯกับฝั่งของกรุงธนบุรีให้เชื่อมต่อถึงกัน

ให้กลายเป็นพื้นที่อันหนึ่งอันเดียวกันนั่นเองโดยมีการสร้างผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและสะพานพุธนี้ถือว่าเป็นสะพานแห่งแรกที่มีการสร้างผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาโดยในครั้งแรกที่จะมีการสร้างนั้นมีความคิดมาจากพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ท่านทรงต้องการที่จะให้มีการสร้างสะพานเชื่อมต่อกันทั้งสองแผ่นดินเอาไว้

แต่เนื่องจากว่าในสมัยของรัชกาลที่ 4 นั้นอุปกรณ์เกี่ยวกับเรื่องของทางการก่อสร้างยังไม่มีความทันสมัยมากนักการที่จะต้องก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่นั้นจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากทำให้แนวความคิดนั้นจึงยังไม่มีการลงมือแต่หลังจากนั้นต่อมาในช่วงสมัยของรัชกาลที่ 7 พระองค์จึงได้เอาแนวความคิดที่รัชกาลที่ 4 เคยคิด

และเคยพูดเอาไว้ว่าอยากจะทำมาทำแทนโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทานได้สั่งให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้ประสานงานในการก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าในครั้งนี้โดยหลังจากที่มีการสร้างสะพานแห่งนี้เสร็จก็มีการตั้งชื่อสะพานตามชื่อของรัชกาลที่ 7 ได้ก็คือสะพานพระพุทธยอดฟ้านั่นเองในช่วงสมัยที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นญี่ปุ่นได้มาตั้งฐานทัพอยู่ในตรงเขตบางกอกน้อย

ซึ่งอยู่ใกล้กับสะพานพระพุทธยอดฟ้าดังนั้นในช่วงเวลาสงครามโลกนั้นฝ่ายพันธมิตรนั่นก็คือฝ่ายของประเทศอังกฤษได้มีการทิ้งระเบิดลงมาแถวบริเวณบางกอกน้อยจนได้รับความเสียหายและระเบิดที่ยอมลงมาเพื่อหวังทำลายล้างทหารญี่ปุ่นนั้นก็มาสร้างความเสียหายให้กับสะพานพุทธยอดฟ้าเช่นเดียวกันซึ่งหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงคำองค์การสหประชาชาติได้มีการมาสร้างสะพานเพื่อทำการทดแทนสะพานพระพุทธยอดฟ้าที่เสียหายจากการถูกระเบิด

โดยมาทำสะพานเบลี่ย์เพื่อให้ใช้เป็นการชั่วคราวไปก่อนหลังจากนั้นในช่วงปีพุทธศักราช 2491 ทางรัฐบาลไทยจึงได้มีการออกมาบูรณะซ่อมแซมสะพานพระพุทธยอดฟ้าอีกครั้งหนึ่งและสามารถที่จะเปิดให้สะพานแห่งนี้ใช้งานได้ตามปกติมาจนถึงปัจจุบันนี้เมื่อประมาณปีพศ 2492 อย่างไรก็ตามถ้าใครไปเดินแถวสะพานพุทธนี้

ก็เห็นว่าจะมีสะพานอีกสะพานหนึ่งที่มีอยู่คู่กันซึ่งเรียกว่าสะพานสมเด็จพระปกเกล้าโดยมีการสร้างเอาไว้เป็นสะพานคู่ขนานกับสะพานพุทธซึ่งทางการนั้นต้องการที่จะให้สะพานทั้งสองเส้นนี้เปิดให้รถยนต์วิ่งเพื่อหวังแบ่งเบาน้ำหนักของรถยนต์ที่ไปใช้งานสะพานพุทธอย่างเดียวเนื่องจากว่าสะพานพุทธนั้นมีอายุการสร้างมายาวนานแล้วถือว่าเป็นโบราณสถานของสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่ควรต้องอนุรักษ์เอาไว้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020

ซีอุย มนุษย์กินเครื่องในเด็ก

สำหรับซีอุยที่เขานั้นกินเครื่องในเด็กหรือว่ากินเครื่องในของมนุษย์หรือว่ากินเนื้อมนุษย์พอเราได้ไปศึกษาข้อมูลมา ซึ่งเราก็เคยได้ยินคำพูดหนึ่งจากอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเขาบอกว่า ถ้ามนุษย์ได้ลองกินเนื้อหรือว่าเครื่องในของมนุษย์ด้วยกันเองครั้งแรกมันก็จะทำให้อยากกินไปเรื่อยๆและถ้าสมมุติว่าเป็นเนื้อเด็กหรือว่าเครื่องในเด็กมันก็จะยิ่งสด

และมันก็จะยิ่งอร่อยมากขึ้น ถ้าตามหลักการแพทย์แล้วเขาบอกว่าเนื้อมนุษย์มีไขมันอยู่ค่อนข้างที่จะเยอะและสิ่งที่มนุษย์นั้นได้กินเข้าไปก็จะมีแต่อาหารชั้นดีและมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมันเลยทำให้เนื้อหรือว่าไขมันที่อยู่ในร่างกายของเราได้มีความชุ่มฉ่ำมีความอร่อยกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆเขาเลยมีการตั้งกฎหมายว่าห้ามฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและถ้าเกิดสมมุติว่ามีใครฆ่าหรือว่ามีใครที่กินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองมันผิดหลักมนุษยธรรมแล้วก็จะโดนลงโทษสูงสดก็คือประหารชีวิตเขาก็เลยไม่มีใครกล้าทำ แต่ถ้าเกิดว่ามีใครได้ลองไปแค่ครั้งเดียวจริงๆเราเดาเอาว่ามันน่าจะติดใจแล้วมันก็น่าจะอยากกินอีก สำหรับกรณีของ ซีอุย มันได้มีสาเหตุมาจากว่า

เมื่อประมาณสงครามโลกครั้งที่สอง ซีอุย เขาได้เป็นทหารที่ถูกส่งตัวไปรบในสงครามโลกครั้งนั้นและทีนี่มันได้เกิดสภาพวะที่ลำบากขาดน้ำขาดอาหารและสิ่งที่แย่มากที่สุดก็คือเห็นเพื่อนๆได้ตายไปต่อน่าต่อตาเห็นศพนอนตายอยู่ที่พื้นเต็มไปหมดที่นี้ ซีอุย เอง ต้องการที่จะมีชีวิตรอดแต่จะทำยังไงได้ขาดอาหารขาดน้ำก็จำเป็นที่จะต้องกินเลือดกินเครื่องในกินเนื้อของคนที่ตาย

ที่เป็นศพนอนกันอยู่นั่นแหละ และนั่นเองมันก็ได้เป็นครั้งแรกที่ ซีอุย เขาได้รองกินเนื้อมนุษย์เครื่องในมนุษย์ครั้งแรกมันเลยน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาก่อคดีและเป็นสิ่งที่สะเทือนขวัญจนมาถึงปัจจุบันและกลายเป็นคำขู่ที่ผู้ใหญ่สมันก่อนชอบขู่เด็กเวลาไปเที่ยวไหนต่อไหนคนเดียวแล้วก็ไปในที่เปลี่ยวแล้วชอบขู่ว่า อย่าไปไหนคนเดียวนะ

เดี๋ยว ซีอุย จะมากินตับ ซึ่งในกรณีที่ได้กินเนื้อมนุษย์ครั้งแรก เราได้มองว่ามันได้เหมือนกรณีหลักจิตวิทยาของการฆ่าคนครั้งแรกเหมือนกันเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ว่า หากเคยไปฆ่าใครซักคนแล้วในครั้งแรกเราก็จะสามารถที่จะลงมือฆ่าคนอื่นครั้งที่สองได้เลยเลยที่ไม่มีความรู้สึกผิดหลงเหลืออยู่เลยก็เป็นได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน

เด็กสาวหรือหญิงสาวผิวปาก

ถ้าพูดถึงการถือป่าส่วนใหญ่ผู้ชายจะผิวปากแต่ผู้หญิงเวลาผิวปากก็มีตั้งเยอะหนึ่งในนั้นก็คือเพื่อนของฉันนั่นเองที่มันจะผิวปากอยู่ตลอดเวลาและเปิดเฉพาะตอนที่เธอโมโหผิวปากบ่อยมากแล้วจะผิวเสียงดังจะทุกคนรำคาญแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่เคยรู้ว่าจะมีความเชื่อมีอยู่ด้วยแต่ทุกคนคงจะยังไม่รู้กันนี่นาเรื่องความเชื่อนี้ที่กำลังจะกล่าวถึงถ้างั้นเรามาดูกันเลยว่า

สิ่งที่ฉันกำลังจะเล่าเป็นยังไงบ้างและถ้าเกิดว่าคนข้างๆหรือคนรอบข้างคุณผิวปากขึ้นเป็นผู้หญิงก็ไปเตือนเขาด้วยนะคะ ในครั้งนี้เราจะเล่าถึงความเชื่อและเล่าถึงเหตุผลว่าทำไมถึงมีความเชื่อในขึ้นมาเรามาดูกันเลยค่ะว่าความเชื่อที่กำลังจะกล่าวถึงนี้จะเป็นอย่างไร

มีความเชื่ออยู่ว่าหากผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ถ้าหากผิวปากแล้วว่ากันว่าผีบ้านผีเรือนจะมาตบปากชาติหน้าปากก็จะเบี้ยวจะบูดปากจะไม่สวยจะทำให้หน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดไม่มีใครรักไม่มีใครสนใจดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะหนังเรื่องไหนก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะผิวปากเลยสักคนเพราะความเชื่อนี้

ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงของหนังซึ่งจะเป็นในยุคที่การะเกดได้ถูกย้อนยุคไปนั่นเองค่ะ ซึ่งคนโบราณเชื่อกันว่าหากหญิงสาวหรือเด็กผิวปากถือเป็นการลบหลู่เจ้าที่ลบหลู่ผีบ้านผีเรือนดังนั้นผีบ้านผีเรือนหรือเจ้าหน้าที่ก็จะตบปากเราจะถึงแม้เราจะไม่รู้ตัวแต่ว่ากันว่าในชาติหน้าเราจะเป็นคนที่จะปากเบี้ยวหน้

าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดมีแต่คนเกลียดแต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ผู้หลักผู้ใหญ่สร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาก็คือการที่ผู้หญิงผิวปากนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สำรวมการผิวปากนั้นส่วนใหญ่จะผิวปากจากผู้ชายแต่ถ้าผู้หญิงมาผิวปากมันจะทำให้ดูไม่สุภาพทำให้ดูน่าเกลียดกิริยามารยาทดูน่าเกลียดดังนั้นผู้หลักผู้ใหญ่จึงได้สร้างความเชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนไม่ผิวปากจะได้มีกิริยามารยาทที่ดูดีใครเห็นก็คิดว่ามารยาทดูดีทั้งนั้นไม่คิดว่ามารยาทไม่ดีนั่นเองค่ะ

ว่าแต่ว่าถ้าเกิดว่าตัวเองจะไม่โดนเองนั้นก็อาจจะไปเกิดขึ้นกับลูกของตัวเองที่เราจะเป็นคนถือกำเนิดไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงบาปที่เราสร้างด้วยการลบหลู่เจ้าที่หรือผีบ้านผีเรือนนั้นก็จะไปลงกับลูกของเราด้วยการที่ทำให้ลูกของเรานั้นหน้าตาน่าเกลียดปากเบี้ยวหรือบางทีก็อาจจะพิการก็เป็นได้ซึ่งส่วนใหญ่จะพิการมาตั้งแต่เกิดดังนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่

จึงเลือกที่จะไม่ถือปากเพื่อเป็นการที่จะหลีกเลี่ยงไปก่อนเผื่อเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงเพราะใครๆก็คงไม่อยากให้ลูกที่ตัวเองถือกำเนิดขึ้นมาหน้าตาอัปลักษณ์จนทุกคนรังเกียจและก็คงไม่มีใครต้องการให้ตัวเองหน้าตาอัปลักษณ์จนทุกคนรังเกียจเช่นเดียวกันค่ะ 

สำหรับครั้งนี้ขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยค่ะ

 

สนับสนุนโดย  สมัครsagame

ประวัติศาสตร์ชาติไทย

         คุณเคยคิดไหมว่าพวกเรานั้นตั้งแต่เล็กจนโตมาเราจำเป็นต้องเรียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้วเราเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นั้นไปเพื่ออะไรเคยลองย้อนนึกไปคิดดูบ้างไหมว่าทำไมเราถึงต้องเรียน เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราเรียนเกี่ยวกับเรื่องของประวัติศาสตร์นั้นเราจะต้องมานั่งท่องจำวันเดือนปีว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ปีอะไรหรือจะต้องมานั่งจำชื่อของใคร คิดไหมว่าทำไมเราถึงต้องเรียนแล้วเวลาที่เราเรียนประวัติศาสตร์นั้นจะมีประโยชน์อะไรกับเรายังไงบ้าง อันที่จริงแล้วถ้าหากนึกย้อนไปในการที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

เพราะมันจะทำให้เรารู้ว่าอดีตนั้นเป็นยังไงเพื่อที่เราจะได้นำอดีตนั้นมาแก้ไขทำให้ปัจจุบันดีขึ้นนั่นเอง แต่ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังคงพบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความยากจนและข้าราชการของประเทศไทยนั้นก็ยังคงมีการทุจริตกันมาก อีกทั้งยังมีการแก่งแย่งชิงดีของคนไทยในชาติเดียวกันและ การที่นักการเมืองต่างก็เข้ามาแก่งแย่งอำนาจให้ตนเองเป็นใหญ่กัน

ซึ่งนี่เองที่เราจำเป็นที่จะต้องมองย้อนกลับไปว่าในประวัติศาสตร์นั้นมีการปกครองกันแบบไหนถึงสามารถที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวมาจนถึงทุกวันนี้ได้สมัยกรุงศรีอยุธยานั้นประเทศไทยมีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และพระมหากษัตริย์นั้นจะมีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคดีความและมีเมืองหลวงเมืองเดียวก็คือกรุงศรีอยุธยาที่เป็นเมืองหลวงใหญ่เป็นราชธานี กษัตริย์นั้นจะเป็นคนที่เลือกตัวแทนของพระองค์ซึ่งเป็นข้าราชการไปปกครองหัวเมืองน้อยใหญ่

ที่ล้อมรอบเมืองหลวงเอาไว้ เทียบการปกครองและการดูแลประชาชนในสมัยกรุงศรีอยุธยากับในสมัยปัจจุบันนั้นแทบจะไม่ต่างกันเลยเพราะสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเราเสียกรุงจากว่าข้าราชการนั้นคอรัปชั่นและมีการแก่งแย่งชิงดีกันในขณะที่ปัจจุบันนี้ของเราเองก็มีการแก่งแย่งอำนาจต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่นๆก็มีการแสดงอำนาจและมีการโกงกินประเทศชาตินั่นเองจึงทำให้ปัจจุบันกับในอดีตนั้นแทบจะไม่ต่างกันเลย ซึ่งในอดีตนั้นเนื่องจากว่าคนไทยไม่ได้รักสามัคคีกันอย่างแท้จริง

จึงทำให้พม่ามารบและทำลายบ้านเมืองได้ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันถึงแม้ว่าจะไม่มีต่างประเทศมาตีเมืองประเทศไทยได้แต่การที่คนในประเทศนั้นไม่รักใคร่กลมเกลียวและไม่สามัคคีกันก็จะทำให้ประเทศชาตินั้นล้มสลายได้ง่ายเช่นเดียวกันดังนั้นการที่เราเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทยเราควรจะนำประวัติศาสตร์นั้นมาแก้ไขปัจจุบันให้ดีขึ้นมากกว่าเดิมไม่ใช่เป็นการซ้ำรอยประวัติศาสตร์ชาติไทยนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

เรื่องราวของเทพารักษ์กับชายหนุ่มตัดต้นไม้ 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นณหมู่บ้านแห่งหนึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นณหมู่บ้านแห่งหนึ่งโดยมีชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาทำอาชีพกับต้นไม้ทุกวันใครจะเข้าไปที่ป่าริมลำธารแห่งหนึ่งเพื่อที่จะได้ตัดต้นไม้ ตอนนี้อยู่วันหนึ่งพี่เริ่มโชคร้ายก็เกิดขึ้นกับเขาเพราะว่าเขานั้นได้เสริมทำขวานตกลงไปในแม่น้ำ

ซึ่งเขานั้นเป็นคนจนไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถซื้อกว่าทำไมทำให้เขาร้องไห้เสียใจเป็นอย่างมากเพราะเขาไม่มีเงินมาซื้อขวัญใหม่และเมื่อเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่มีอาชีพที่จะทำมาหากินอีกต่อไปแล้วแต่อยู่อยู่เขาก็ต้องหยุดร้องไห้เพราะดีมีแสงสว่างจ้ามากเกิดขึ้นทำให้เขาแสบตาเป็นอย่างมากเมื่อเปิดตาขึ้นมาอีกครั้งเขาก็พบกับเทพารักษ์หนุ่มคนหนึ่ง

โดยเทพารักษ์คนนั้นบอกว่าเจ้าร้องไห้เพราะเรื่องอะไรให้หนุ่มบอกว่าเขานั้นได้

เผลอทำขวัญไม้ของตัวเองตกลงไปในแม่น้ำและตอนนี้เขาก็ไม่มีขวานที่จะมาตัดต้นไม้อีกแล้วเทพารักษ์สงสารจึงบอกว่าถ้าจะช่วยเจ้าโดยการงมหาขวานของเจ้าเองสัก เผลอทำขวัญไม้ของตัวเองตกลงไปในแม่น้ำและตอนนี้เขาก็ไม่มีขวานที่จะมาตัดต้นไม้อีกแล้วเทพารักษ์สงสาร

จึงบอกว่าถ้าจะช่วยเจ้าโดยการงมหาขวานของเจ้าเองสักพักเทพารักษ์ก็หายตัวไป 5 นาทีต่อมาเทพารักษ์ก็กลับขึ้นมาพร้อมกับขวานทองที่อยู่ในมือเทพารักษ์ถามชายหนุ่มว่า นี้ใช่ขวานของเจ้าหรือไม่ชายหนุ่มรีบตอบทันทีว่านี้ไม่ใช่ขวานของข้าเมื่อได้ยินอย่างนั้นเทพารักษ์ก็ได้ลงไปใต้แม่น้ำอีกครั้งไม่นานนัก เทพารักษ์ก็ขึ้นมาจากแม่น้ำอีกครั้ง ขวานเงินที่อยู่ในมือ หลังจากนั้นเขาก็ได้ตอบทันทีว่านี่ก็ไม่ใช่ขวานของข้าเช่นเดียวกัน

หลังจากนั้นเทพารักษ์ ก็ได้หายตัวไปในน้ำอีกครั้งแต่คราวนี้ขวัญที่ได้มานั่นก็คือขวัญไม้ซึ่งเป็นขวานของชายตัดต้นไม้เมื่อใช้ตัดต้นไม้เห็นดีใจและขอบคุณเทพารักษ์เป็นอย่างมากพร้อมกับบอกว่าสักวันหนึ่งจะตอบแทนหลังจากนั้นเขาก็กำลังจะลุกเดินจากไปอยู่ๆเทพารักษ์ก็เรียกชายหนุ่มคนนั้นพร้อมกับเศษขวานทองและขวามีเงินในมือออกมาและมอบให้กับชายตัดต้นไม้

เขาบอกว่าใช้กับต้นไม้นั้นเป็นคนดีใช้กับต้นไม้จะได้ขวัญไปเมื่อเอาไปขายก็ได้เงินเป็นจำนวนมากจนได้กลายเป็นเศรษฐีไม่นานนัดชาวบ้านก็ได้รู้ว่าเศรษฐีชายกับต้นไม้นั้นได้เงินมาได้อย่างไรทำให้มีเพื่อนบ้านที่อิจฉาคนหนึ่งได้ไป น้ำตาลนั่นก็คือการขว้างขวานของตัวเองซึ่งเป็นควันไม้ลงไปในแม่น้ำอีกครั้งเทพารักษ์ก็ปรากฏ

ตัวมาเช่นกันและเมื่อเทพารักษ์กับขวานทองมาให้ชายหนุ่มคนนั้นก็บอกว่าใช่บอกว่าขวานทองนั้นคือของตัวเองและยังบอกอีกว่าขวานเงินนั้นก็เป็นของตัวเองแต่ขวัญที่เป็นไม้ของตัวเองนั้นไม่ใช่ของตัวเองจริงๆแล้วเทพารักษ์นั้นรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้โกหกเทพารักษ์จึงลงโทษหายตัวไปไม่ให้ทั้งขวัญไม้ของชายหนุ่มคนนี้คืนรวมถึงเขาก็ไม่ได้ขวานทองเหลืองความเงินด้วยเช่นเดียวกันนิทานเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สอนว่าโลภมากลาภหาย

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานมนุษย์หมาป่ามีอยู่จริงๆบนโลกหรือเปล่า?

ถ้าพูดถึงเรื่องตำนานมนุษย์หมาป่าเราเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินแล้วก็น่าจะได้เห็นกันมาแล้วเพราะตำนานนี้มันค่อนข้างที่จะเป็นตำนานที่โด่งดังมากที่สุดในลำดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ โดยลักษณะทั่วไปของมนุษย์หมาป่าก็จะเป็นลักษณะที่ว่าเป็นมนุษย์ ที่เปลี่ยนกายเป็นหมาป่าและมีการยืนหรือลักษณะท่าทางในการเดินเหมือนคนทั่วไปก็คือเดินสองขาแล้วก็จะเปลี่ยนกายในคือที่พระจันทร์เต็มดวงและจะต้องมองไปที่พระจันทร์เท่านั้น

ถึงจะเปลี่ยนกายได้ ซึ่งมนุษย์หมาป่านั้นตามประวัติเขาได้ถูกจัดให้อยู่หมวดหมู่เดียวกันกับพวกผีแวมไพร์ด้วย โดยสาเหตุที่คนเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์หมาป่าได้นั้นตามตำนานได้บอกเอาไว้ว่าเพราะโดนคำสาปจากการที่ชอบล่าสัตว์ป่าจึงถูกให้กลายเป็นมนุษย์หมาป่าโดนหลีกเลี่ยงไม่ได้และวิธีเดียวที่สามารถหยุดมนุษย์หมาป่าได้ก็คือจะต้องจับตายเพียงเท่านั้น ซึ่งวิธีสังหารมนุษย์หมาป่าแต่ละตำนานมันก็จะมีวิธีที่แตกต่างกันออกไปอย่าที่เราได้บอกกันไปก่อนน่านี้ว่า

ตำนานมนุษย์หมาป่ามันมีอยู่หลายที่และมันได้มีอยู่หลายตำนานมากแต่วิธีสังหารมนุษย์หมาป่าที่โด่งดังที่สุดจะมีอยู่สองวิธีด้วยกันคือ หนึ่งจะต้องยิงกระสุนให้เจาะที่หัวใจของมนุษย์หมาป่าเท่านั้นและกระสุนนั้นมันก็จะต้องเป็นกระสุนที่ต้องทำมาจากโลหะเงินด้วยเพราะถ้าเป้นกระสุนแบบอื่นจะไม่สามารถสังหารมนุษย์หมาป่าได้นั่นเอง

หรือ อีกวิธีหนึ่งที่โด่งดังเช่นกันก็คือจะต้องใช้ดาบที่ลงคาถาอาคมไว้แทงทะลุไปที่หัวใจเท่านั้นถึงจะหยุดมนุษย์หมาป่าได้นั่นเอง ซึ่งตรงนี้มันเป็นตำนานมนุษย์หมาป่าและการสังหารมนุษย์หมาป่าที่เราจะได้ยินกันบ่อยมากแต่ถามว่าในโลกเรามันมีเพียงตำนานที่เป็นครึ่งคนครึ่งหมาป่าหรือแค่มนุษย์หมาป่าอย่างเดียวหรือเปล่าถามตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาต้องขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่

แต่ละภูมิภาคแต่ละทวีปก็จะมีตำนานในละที่ที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่นในแทบอเมริกาใต้มันก็จะมีตำนานมนุษย์งูหรือสิ่งมีชีวิตที่แท่นบนเป็นคนแท่นล่างเป็นงูในแทบแอฟริกาก็มีตำนานมนุษย์เสือดาวมนุษย์ช้างและมนุษย์เสือดำหรือแม้แต่ในแทบประเทศเราก็ยังมีตำนานครึ่งคนครึ่งสิงโตที่เราเรียกในนามว่า นรสิงห์

ก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งตำนานตรงนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นตำนานที่เป็นเฉพาะความเชื่อที่เชื่อมโยงของเรื่องศาสนาของแต่ละพื้นที่แต่ในเรื่องของมนุษย์หมาป่าคนส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามันน่าจะมีอยู่จริงๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

จุดเริ่มต้นของมุมมืดในการสร้างโคลอสเซียมจะเป็นอย่างไร?

ตามข้อมูลเขาได้บอกเอาไว้ว่าเพื่อที่จะสร้างโคลอสเซียมทางเวสเปเซียนจึงได้ส่งลูกชายของตัวเองที่ได้มีนามว่า TITVS FLAVIVS CAESARไปบุกที่เยรูซาเล็มเพื่อที่จะไปปล้นสิ่งที่มีค่านำเอามาเป็นเงินทุน แต่เงินที่ได้ปล้นมาจากเยรูซาเล็มเขาก็ได้บอกว่ามันก็ยังไม่เพียงพอในตอนนั้นเอง

TITVS FLAVIVS CAESARจึงได้เกิดคิดไอเดียว่าหลังจากที่ตีเยรูซาเล็มแตกแล้วเขาได้จับเฉลยมาเป็นทาสอยู่หลายพันคนเขาเลยนำทาสเหล่านั้นไปขายให้คนในกรุงโรมเพื่อไปรับใช้และเข้าไปเป็นทาสรับใช้ต่อที่นั่น นั่นเองซึ่งมันก็ประสบความสำเร็จด้วยหลังจากที่ได้เป็นปล้นเยรูซาเล็มมาแล้วได้ขายทาสทั้งหมดปรากฏว่ามีเงินทุนพอที่จะสร้างโคลอสเซียมได้แล้วเขาเลยได้ทำการสั่งสร้างโคลอสเซียมทันทีและหลังจากที่เขาได้สร้างโคลอสเซียมเสร็จแล้วและ

ได้เปิดให้บริการ ซึ่งในวันแรกที่ได้เปิดให้บริการเสียงตอบรับค่อนข้างที่จะดีมากเลยเพราะด้วยสนามที่จุคนได้มากกว่า50,000คนมีคนเข้ามาในวันแรกเต็มอัตราและวันต่อๆไปในช่วงนั้นเต็มทุกวันและนี่เลยทำให้เศรษฐกิจในกรุงโรมในยุคนั้นเริ่มดีขึ้นๆเป็นระดับแต่คำว่าดีขึ้นตรงนี้เราก็จะต้องแยกเป็นสองอย่างว่ามันมีดีขึ้นทั้งในด้านสว่าง

และมันมีดีขึ้นในทั้งด้านมืดในด้านสว่างเราก็น่าจะรู้ๆกันอยู่ก็คงจะเป็นพวกร้านค้าขายของที่ระลึกขายอาหารขายน้ำดื่มทั่วไป แต่ถ้าเป็นด้านมืดทุกครั้งที่ได้มีการแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะเป็นกีฬาไหนก็แล้วแต่มันก็จะต้องมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนและการพนันเหล่านั้นถ้าคนที่พนันหมดเนื้อหมดตัวก็จะถูกจับให้เป็นนักโทษและบังคับให้ขึ้นสังเวียนกลาดิเอเตอร์นั่นเอง

ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างที่จะน่าสนใจก็คือข้อมูลเขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าไม่ว่าจะเป็นกลาดิเอเตอร์คนไหนต่อให้เป็นโจรเป็นทาสหรือเป็นขุดนางหรือใครก็แล้วแต่ถ้าคนๆนั้นชนะในการต่อสู้เขาจะเปรียบได้เหมือนซุปเปอร์สตาร์ในยุคปัจจุบันอย่างนักบอลและต่อให้อดีตของเขาจะเป็นโจรหรือเป็นกบฏหรือเป็นทาสถ้าเขาชนะ

ได้เขาจะเป็นฮีโร่ขึ้นมาทันทีและหลังจากที่ได้เปิดโคลอสเซียมมาได้สักระยะเวลาหนึ่งความนิยมก็เริ่มถึงจุดสูงสุดและก็เริ่มดับลงไปเรื่อยๆคนก็เริ่มที่จะเบื่อแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเดิมTITVS FLAVIVS CAESARก็ได้มีการเพิ่มอรรถรสด้วยการนำสัตว์เข้ามาได้การต่อสู้ด้วยและผลตอบรับที่ออกมาก็คือคนชอบและคนสนุกมากกว่าเดิมแต่ตรงนี้ก็มีข้อเสียเช่นกันด้วยการที่ว่านำสัตว์ร้ายเข้ามาสัตว์เหล่านี้เราไม่สามารถเข้าไปควบคุมเขาได้ถ้ากลาดิเอเตอร์ชนะสัตว์ตัวนี้ได้ก็จะรอดแต่กลาดิเอเตอร์พลาดท่านั้นก็หมายความว่ามีแต่ความตายอย่างเดียว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไฮโล

วันฮาโลวีนที่มาของวันHalloween และ Jack Olantern

วันที่31ของทุกปีหรือว่าวันฮาโลวีน ซึ่งพอเราได้พูดชื่อนี้เราบอกเลยว่าใครหลายๆคนหรือว่าใครจำนวน90%จะต้องรู้จักอย่างแน่นอนว่าวันฮาโลวีนมันได้เป็นวันปล่อยผีที่มันได้เป็นเทศกาลของต่างประเทศโดยจะให้มีการแต่งตัวเหมือนผีหรือว่าปีศาจแล้วก็เดินไปเคราะห์ประตูตามบ้านต่างๆและพร้อมกับพูดว่าTrickrtreatและหลังจากนั้นคุณก็จะได้ขนมมาซึ่งส่วนใหญ่เราเชื่อว่าก็น่าจะรู้จักกันประมาณนี้

แต่ประวัติจริงๆของวันฮาโลวีนมันเป็นเพียงแค่กิจกรรมการแต่งตัวให้เหมือนผีหรือปีศาจและไปขอขนมแบบนั้นจริงหรือไม่ ถ้าตามข้อมูลที่เราได้หามาเราขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่ ถ้าจะเอาตามข้อมูลประวัติของวันฮาโลวีนจริงๆเขาได้บอกเอาไว้ว่าในวันที่31ตุลาคมในยุคของสมัยก่อนชาวCeltsซึ่งได้เป็นคนชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอซ์แลนด์เขาได้เชื่อกันว่าในช่วงเวลาก่อนปีใหม่หนึ่งวันหรือวันที่31มันจะเป็นวันที่โลกของคนเป็นและคนตายจะถูกเชื่อมโยงเข้ากัน

โดยสมบูรณ์และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีก่อนก็จะถูกปล่อยออกมาจากนรกเพื่อที่จะออกมาตามหาร่างและเข้าสิงร่างนั้นเพื่อทำการยึดร่างนั้นแล้วได้กลับมามีชีวิต และตรงจุดนี้มันเลยทำให้คนชาวCeltsค่อนข้างที่จะมีความกลัวอยู่มากและตามความเชื่อของของชาวCeltsเขาก็จะต้องมีการป้องกันให้วิญญาณเข้ามายึดร่างของเขาได้เขาเลยคิดวิธีป้องกันขึ้นมาอยู่2วิธีโดยวิธีแรกก็คือให้ปิดไฟในบ้านทุกดวงเพื่อที่จะให้อากาศภายในบ้านหนาวเย็นวิญญาณจะได้กล้าเข้ามาใกล้ในบ้านและคิดว่าบ้านนี้เป็นบ้านร้างไม่มีคนอาศัยอยู่

หรือวิธีที่สองคือให้แต่งกายเป็นผีหรือปีศาจซาตานต่างๆเพื่อที่จะหลอกให้วิญญาณได้เข้าใจว่าตนนั้นไม่ใช่มนุษย์ที่มีกายหยาบและไม่สามารถที่จะเข้ามาสิงสู่ได้นั่นเอง ซึ่งตรงจุดนี้มันได้เป็นตำนานของวันฮาโลวีนแบบต้นตำรับจริงๆที่ได้มีบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แต่ตำนานตรงส่วนนี้มันก็ยังได้มีบางส่วนที่ค่อนข้างที่จะโหดร้ายเพราะตำนานส่วนใหญ่ของคนสมัยก่อนที่เกี่ยวกับประเพณีในวันต่างๆซึ่งมันก็ไม่ได้โลกสวยเหมือนกับในยุคปัจจุบันนี้

โดยในตำนานบางส่วนเขาได้บันทึกข้อมูลเข้าไว้ว่า ในสมัยนั้นได้ตั้งศาลเตี้ยขึ้นมาและตัดสิ้นคนอื่น โดยได้อ้างว่าคนๆนั้นเป็นคนที่ถูกผีเข้าและคนที่ถูกผีเข้าและคนที่ถูกอ้างว่าที่ถูกผีเข้าก็จะถูกประหารชีวิตด้วยการถูกเผาทั้งเป็นเพราะว่าคนสมัยก่อนส่วนใหญ่ได้มีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจวิญญาณร้ายหรือเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อมักจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี

และมันก็ได้เป็นความเชื่อที่คนส่วนใหญ่และเป็นความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เขาเชื่อกันว่ามันมีอยู่จริงเขาเลยจะต้องมีการกำจัดตรงส่วนนี้ออกไปและเขาบอกว่าสิ่งเดียวที่จะกำจัดภูติผีปีศาจซาตานที่เข้ามาสิงร่างคนอย่างเดียวก็คือจะต้องทำการเผาทั้งเป็นเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุน  sagame mobile

มังกรมันมีอยู่จริงหรือว่ามันเป็นเรื่องแต่งกันขึ้นมา?

สำหรับการที่ได้หาข้อมูลของตำนานมังกรนั้นมันจะเป็นจริงหรือว่ามันไม่เป็นจริงได้ยังไงทำไมคนสมัยก่อนส่วนใหญ่ก็ยังได้เชื่อว่าตำนานนี้มันเป็นเรื่องจริงเพราะว่า เขาได้มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีก1อย่างแต่หลักฐานชิ้นนี้มันไม่ใช่โครงกระดูกของมนุษย์มันไม่ใช่โครงกระดูกของมังกรแต่มันได้เป็นขุมสมบัติตามตำนานของBeowulfที่ได้เขียนเอาไว้ในหน้าของประวัติศาสตร์

และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือการค้นพบของหนึ่งชิ้นที่พวกเขาคาดว่ามันหน้าจะเป็นของBeowulfนั่นก็คือหมวกเกราะเหล็กที่มีรูปสลักมังกรอยู่ในหมวกใบนั้นด้วยซึ่งตรงจุดนี้เราสามารถคิดได้ว่าให้มันได้เป็นสองกรณีคือหนึ่งBeowulfได้ต่อสู้กับมังกรจริงๆแต่มังกรตัวนี้อาจจะตายจริงหรือมันก็ยังไม่ตายแล้วก็ไม่มีการค้นพบซากหรืออีกอย่างหนึ่งก็คือตำนานของBeowulfมันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาที่มีการพูดถึงสรรเสริญให้Beowulfเป็นคนที่มีความแข็งเกร็งสามารถสู้กับมังกรและชนะมังกรมาได้และอีกหนึ่งสาเหตุเลยก็คือแต่งเรื่องขึ้นมาให้คนกลัวไม่กล้าที่จะเข้ามาตรงจุดที่มีเนินดินที่มันได้มีสมบัติของพวกเขาอยู่นั่นเอง

ซึ่งเขาก็เลยมีการตั้ง2ทฤษฎีนี้ขึ้นมา ซึ่งในตอนแรกเขาก็ได้เชื่อไปว่ามังกรนั้นมันได้มีอยู่จริงแต่ในเวลาหลังต่อมาคนกลับได้เทใจไปว่ามังกรนั้นมันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเพื่อที่จะกันไม่ให้คนเข้าไปในจุดที่มันได้มีสมบัตินี่เองส่วนตำนานมังกรดิฟฟาเขาก็ได้มีการเฉลยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยตำนานเก่าเขายังได้บอกเอาไว้ว่าได้ถูกมังกรบินต่ำวนรอบๆก่อนที่จะถูกโจมตีและได้เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นใหญ่เขาก็ได้เฉลยออกมาว่าจริงๆแล้วมังกรที่เขาได้เห็นกันในคืนนั้นมันได้เป็นหัวเรือของชาวไวกิ้งที่ออกเรือล่าขุมสมบัติในยุคอนานิคนในยุคสมัยนั้นส่วนตัวของมังกรที่พวกเขาได้เห็นว่ามันได้บินอยู่รอบๆวนอยู่รอบๆนั่นก็คือขับเรือวนอยู่โดยรอบๆพื้นที่Lindisfarneแล้วก็ด้วยวิสัยทัศน์ในตอนกลางคืน

ที่พวกเขาได้มองเห็นไม่ชัดเขาก็เลยเชื่อได้ว่ามันคือมังกรนี่เอง ซึ่งตรงจุดนี้มันได้เป็นตำนานที่โด่งดังมากๆและมีคนพูดถึงกันเยอะมากที่สุดแต่ถามว่าตำนานของมังกรมันยังมีอยู่อีกหลายที่หรือไม่มันก็ยังมีอยู่อีกหลายที่ทั่วโลกและแต่ละที่นั้นมันก็ยังไม่ได้ถูกเฉลยและบางพื้นที่เขาก็ยังเชื่อว่าเจ้ามังกรมันยังได้มีอยู่จริงๆ

ซึ่งถ้าหากว่าเราได้เอาตามหลักวิทยาศาสตร์เขาก็จะมองกันอยู่สองรูปแบบโดยในรูปแบบแรกเขาได้มองกันว่ามังกรมันน่าจะเป็นรูปแบบที่เราได้พูดถึงกันในยุคแรกเริ่มนั่นก็คือมันเป็นลักษณะของสัตว์เลื้อยคานที่มีขนาดใหญ่หรืองูยักษ์ที่เราได้รู้จักกันในนามของTitanoboaนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame