เดือน: มีนาคม 2020

ตำนานเมืองใต้ประเพณีชิงเปรต 

 สำหรับความเชื่อเรื่องประเพณีชิงเปรตนั้น

มีความเชื่อกันว่ายิ่งชิงได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งได้บุญกุศลแรงเท่านั้น   การชิงเปรตเป็นประเพณีของภาคใต้จัดขึ้นในวันสารท เดือนสิบจัดขึ้นให้กับเปรตทั้งหลาย ที่มีชื่อเรียกที่น่ากลัวแบบนี้เพราะว่าเป็นประเพณีที่เป็นการทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษรวมถึงผีไร้ญาติ  โดยชาวบ้านทางภาคใต้เชื่อว่าคนที่ตายไปแล้วและยังคงมีบาปหนาจะกลายเป็นเปรต และจะอยู่ที่เมืองนรกเพื่อชดใช้กรรม และเปรตเหล่านั้นจะถูกปล่อยให้ขึ้นมาที่บนโรคมนุษย์ได้ 15 วันเพื่อมารับส่วนบุญที่ลูกหลานอุทิศให้ และเมื่อครบกำหนด 15 วันแล้ว

เปรตก็ต้องกลับไปชดเชยกรามที่นรกเหมือนเดิม ซึ่งวันที่เปรตขึ้นมาขอส่วนบุญนี้เราเรียนว่า วันส่งเปรต ซึ่งจะตรงกับวันสารท โดยในวันสารทลูกหลานของคนที่ตายแล้วจะจัดหาอาหารไปถวายพระที่วัด และจะเตรียมอาหารอีกส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการตั้งเปรต ซึ่งอาหารที่ใช้ในพิธีนี้จะมีขนมลา ,  ขนมพอง ,ขนมบ้า ,และขนมเบซำ และนำขนมเหล่านี้ไปวางรวมกันบนลานเปรต ซึ่งเป็นร้านสูงที่มีสายสิจน์ผูกอยู่พระสงฆ์จะทำพิธีสวดบังสะกุลให้กับลูกหลาน และทำการอุทิศส่วนกุศลและกรวดน้ำให้ผู้ตาย ซึ่งพิธีชิงเปรตจะเริ่มขึ้นหลังจบจากพิธีสวดและพระได้ฉันเพลแล้วโดยลูกหลานจะเข้าไปชิงอาหารที่มีชาวบ้านเอามาวางรวมกัน

โดยมีความเชื่อที่ว่ายิ่งชิงอาหารมาได้มากเท่าไหร่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมากเท่านั้น

      สำหรับประเพณีนี้มีการกระทำต่อต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว เป็นประเพณีที่ลูกหลานจะให้ความสำคัญ เพราะหากเมื่อถึงวันที่จะต้องมีการจัดประเพณีชิงเปรตขึ้น ต่อให้มีการไปทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด หากแต่ในวันดังกล่าวทุกคนจะต้องมารวมตัวกัน เพื่อมาประกอบพิธีชิงเปรตนี้ ซึ่งถือได้ว่า การจัดงานประเพณีชิงเปรตเป็นการจัดกิจกรรม เพื่อให้คนในครอบครัวได้มาอยู่รวมกันและยังเป็นการรวมตัวกันเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ

     หากใครที่ได้ยินชื่อว่าประเพณีชิงเปรตอาจจะเข้าใจว่าพิธีกรรมนี้ไม่ควรทำเพราะชื่อไม่เป็นมงคล แต่ความจริงแล้วประเพณีนี้ถือว่าเป็นการทำบุญครั้งใหญ่เสียด้วยซ้ำไป ประเพณีชิงเปรตจะมีความคลายกับประเพณีของจีนประเพณีหนึ่ง นั่นก็คือ ประเพณีเทกระจาด แต่สำหรับของจีนแล้วจะต่างกันตรงที่พวกเขาจะทำให้ผีไม่มีญาติแต่ของไทยเราจะเน้นทำให้กับญาติ กับบรรพบุรุษ และก็สามารถทำให้กับเปรตที่ไม่มีญาติได้ด้วยเช่นกัน

ประวัติหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

 หลวงปู่ทวด หรือที่เราเรียกอีกชื่อว่าสมเด็จพะโคะ 

เกิดเดือนสี ปีมะโรง ซึ่งตรงกับวันศุกร์ ปี พ.ศ 2125 ที่บ้านสวนจันทร์  โดยเกิดในช่วงกรุงศรีอยุธยา โดยมีโยมพ่อชื่อนายหู และมีโยมแม่ชื่อจันทร์ เมื่อตอนเกิดมานั้นโยมพ่อโยมแม่ตั้งชื่อว่า ปู เรื่องที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ครั้งแรกก็คือตอนที่ท่านยังเป็นเด็กทารก กล่าวคือวันหนึ่งโยมพ่อและโยมแม่ต้องออกไปทำนาก็เลยพาท่านได้ด้วยโดยที่ผูกเปลไว้กับต้นหว้าเอาหลวงปู่ทวดใส่เปลให้นอนเล่นเพียงลำพังทิ้งทารก

แล้วโยมพ่อโยมแม่ก็ออกไปทำนา ทำนากันไปได้พักใหญ่นางจันทร์มารดาก็เป็นห่วงลูกน้อยที่ใส่เปลเอาไว้ก็เลยย้อนกลับมาดูพอมาถึงเปลก็ตื่นตระหนกตกใจแทบสิ้นสติเพราะในเปลมีงูตัวใหญ่อยู่ข้างในเปลและมีการพันขดรอบตัวรอบรอบร่างเด็กชายปู นางจันทร์เลยตะโกนเรียกสามีให้มาช่วยลูก ฝ่ายนายหูและชาวบ้านที่กำลังทำนาอยู่ใกล้ใกล้กันก็พากินวิ่งมาหานางปูที่ต้นหว้าแขวนเปลมาเห็นงูใหญ่พันรอบตัวเด็กปูอยู่แต่เด็กก็ไม่ได้ดูกลัวงูแล้วมีคนแนะนำให้ข้าวตอกมาไหว้ขอร้องให้งูไปจากเด็กเพราะชาวบ้านต่างก็คิดด่างูนั้นน่าจะเป็นงูเทวดา

เมื่อสำรวจตัวเด็กน้อยก็ไม่ร่องรอยของการโดนงูกัด และที่สำคัญในเปล นางจันทร์เห็นว่ามีลูกแก้วลูกหนึ่งวางอยู่ก็เลยคิดว่าพญางูคงเอามาให้เด็กปู นางจันและนายหูก็เลยเก็บไว้ให้ ต่อมาเศรษฐีเจ้าของที่ได้รู้ข่าวเรื่องความอัศจรรย์ก็เลยอยากได้ลูกแก้ว จึงมาบังคับเอาลูกแก้วกับนายหู นายหูก็เลยต้องจำใจให้ลูกแก้วไป

แต่เมื่อเศรษฐีได้ลูกแก้วไปก็มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเศรษฐีจึงทำให้เขาคิดได้ว่าน่าจะเป็นผลมาจากลูกแก้วที่ไปแย่งคนอื่นมา ทางเศรษฐีจึงได้เอาลูกแก้วไปคืนนายหู หลังจากนั้นนายหูก็เก็บเอาไว้ให้เด็กชายปูและเมื่ออายุได้ประมาณเจ็ดขวบนายหูก็ได้พาเด็กชายปูมาบวชเรียนพระอาจารย์จวง ที่วัดดีหลวงจนเชี่ยวชาญเรื่องหนังสือไทยและหนังสือขอมแล้วก็ย้ายไปเรียนกับพระชินเสนหลังจากนั้นก็บวชมีอยู่มาวันหนึ่งท่านต้องเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา จึงขอติดเรือของอินไปด้วย เรือออกจากฝั่งไม่เท่าไหร่ก็เจอคลื่นซัดทำให้ของที่อยู่บนเรือพังเสียหาย

 

และน้ำดื่มที่เตรียมมาก็หกหมด นายอินคิดว่าที่ต้องมาเจอกับพายุเพราะมีพระนั่งเรือมาด้วยทำให้เกิดอาเพศจึงให้หลวงปู่นั่งเรือเล็กกลับฝั่งแต่ขณะนั้นหลวงปู่เอาเท้าห้อยบงไปในน้ำทะเล หลังจากนั้นท่านก็ตักน้ำทะเลมาดื่ม นายอินเห็นดังนั้นก็ถามว่าน้ำทะเลไม่เค็มเหรอ หลวงปู่ก็บอกว่าจืด นายอินจึงให้คนงานบนเรือลองกิน ผลปรากฏว่าจืดจริง นายอินจึงเชิญหลวงปูขึ้นเรือใหญ่อีกครั้ง และตั้งแต่นั้นชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดก็ดังเรื่อยมา